Posted on

🧒🏻 “Nirsevimab” (เนียร์-เซ-วี-แมบ) เป็น แอนติบอดีสำเร็จรูปชนิดออกฤทธิ์ยาว-ช่วยลดการนอนโรงพยาบาลจาก RSV ในทารกอย่างมีนัยสำคัญ – ผลวิจัยใหม่ยืนยัน

🧬 Nirsevimab คืออะไร?

Nirsevimab (เนียร์-เซ-วี-แมบ) เป็น แอนติบอดีสำเร็จรูปชนิดออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Monoclonal Antibody) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อ ป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) ในเด็กทารกและเด็กเล็ก

  • ไม่ใช่วัคซีน
  • เป็น “ภูมิคุ้มกันแบบพร้อมใช้” ที่ให้ฤทธิ์ยาวหลายเดือน
  • ออกแบบมาเพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบและหลอดลมอักเสบจาก RSV

องค์ประกอบของยาเป็นแอนติบอดีทำขึ้นในห้องปฏิบัติการที่เลียนแบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ทำให้สามารถ “จับและยับยั้งไวรัส” ได้ทันทีหลังฉีด โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิเองเหมือนวัคซีน

การติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Infection) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กทารกทั่วโลกต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนดหรือทารกที่มีพี่น้องซึ่งอาจเป็นพาหะนำเชื้อเข้าบ้าน
งานวิจัยใหม่จากประเทศอิตาลีซึ่งเผยแพร่ในวารสาร JAMA Network Open พบว่า การให้ภูมิคุ้มกัน Nirsevimab ในทารกอย่างครอบคลุม สามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจาก RSV ได้อย่างชัดเจน และยังช่วยลดความรุนแรงของโรคในกลุ่มที่ติดเชื้อแล้วอีกด้วย


🎯 ข้อค้นพบหลักของงานวิจัย

งานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลจากทารก 13,624 คน จากโรงพยาบาลทารก 5 แห่งในอิตาลี โดยเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างสองฤดูกาล RSV คือ

  • ฤดูกาล 2023–2024 (ก่อนใช้ Nirsevimab)
  • ฤดูกาล 2024–2025 (หลังเริ่มใช้ Nirsevimab)

ผลที่พบ ได้แก่

  • อัตราการได้รับ Nirsevimab ในฤดูกาลหลังอยู่ที่ 79.2%
  • จำนวนทารกที่นอนโรงพยาบาลจาก RSV ลดลงจาก
    • 220 ราย (75.3%) → เหลือ 72 ราย (24.7%) หลังใช้ Nirsevimab
  • ความเสี่ยงการนอนโรงพยาบาลจาก RSV ลดลงถึง 68%
    (Hazard Ratio = 0.32; 95% CI 0.25–0.44)

ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด (preterm) และทารกที่อาศัยร่วมกับพี่น้องยังคงเป็น กลุ่มเสี่ยงสูง แม้ได้รับภูมิคุ้มกันแล้ว
  • ทารกที่ได้รับ Nirsevimab และติดเชื้อ RSV พบว่า ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบ High-Flow Nasal Cannula (HFNC) น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน

🧩 ทำไมผลวิจัยนี้จึงมีความสำคัญ

ผลการศึกษานี้เป็นหลักฐานสำคัญว่าการใช้ Nirsevimab ในวงกว้าง ช่วยลดการนอนโรงพยาบาลจาก RSV ได้จริงในสถานการณ์โลกจริง ไม่ใช่เฉพาะในการทดลองทางคลินิก

ประโยชน์ที่เกิดขึ้น ได้แก่

  • ลดภาระงานของโรงพยาบาลในฤดูกาล RSV
  • ลดความรุนแรงของโรคในทารกที่ติดเชื้อ
  • สนับสนุนให้มีกลยุทธ์ป้องกันโรคในทารกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ผลลัพธ์จะดีมาก แต่ยังชี้ให้เห็นว่า ไม่สามารถพึ่งภูมิคุ้มกันเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างทารกคลอดก่อนกำหนดหรือทารกที่มีพี่น้องซึ่งอาจแพร่เชื้อในบ้านได้


⚠️ ข้อจำกัดของงานวิจัย

แม้ผลลัพธ์จะน่าสนใจ แต่ผู้วิจัยระบุข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ได้แก่:

  • งานวิจัยครอบคลุมเพียง 2 ฤดูกาล RSV จึงยังไม่สามารถประเมินผลระยะยาวได้เต็มที่
  • มีปัจจัยรบกวนหลายประการ เช่น ความเป็นอยู่ของครอบครัว พฤติกรรมผู้ปกครอง หรือการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งอาจมีผลต่อตัวเลขจริง
  • แม้ Nirsevimab จะช่วยลดอัตรานอนโรงพยาบาลและลดการใช้ HFNC แต่ยัง ไม่พบผลลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลหรืออัตราเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) อย่างมีนัยสำคัญ

🌍 ความหมายของผลวิจัยนี้ต่อประเทศไทย

ประเทศไทยเองมีปัจจัยคล้ายกับอิตาลีหลายด้าน เช่น อัตราทารกคลอดก่อนกำหนดและจำนวนสมาชิกในบ้านที่อยู่อาศัยร่วมกันหลายคน ทำให้การแพร่เชื้อ RSV ภายในครอบครัวเกิดขึ้นได้ง่าย

ผลการศึกษานี้จึงบอกเราว่า หากประเทศไทยนำภูมิคุ้มกันแบบ Nirsevimab หรือเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงมาใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและลดภาระต่อระบบสาธารณสุขได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนนำมาใช้จริง จำเป็นต้องพิจารณา:

  • ความคุ้มค่าด้านงบประมาณ
  • ความพร้อมของระบบสาธารณสุข
  • ความรู้และการรับรู้ของผู้ปกครอง
  • แนวทางป้องกันเสริมอื่น ๆ เช่น การให้วัคซีนในสตรีตั้งครรภ์ การลดการแพร่เชื้อในบ้าน

⚠️ หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสาธารณสุขและนำเสนอผลการวิจัยทางการแพทย์จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล หากผู้อ่านมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของบุตรหลาน โดยเฉพาะทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกที่มีโรคประจำตัว หรือสงสัยว่ามีอาการติดเชื้อ RSV ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ดูแลอยู่โดยตรง

การใช้ยา วัคซีน หรือภูมิคุ้มกันทุกชนิด—including Nirsevimab—ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น เนื่องจากประสิทธิภาพ ความเหมาะสม และความปลอดภัยอาจแตกต่างกันตามสภาพร่างกายของเด็กแต่ละคนและบริบททางสาธารณสุขของแต่ละพื้นที่

เว็บไซต์นี้ไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปใช้โดยปราศจากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ทั้งนี้ ผู้อ่านควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรมอนามัย องค์การอนามัยโลก (WHO) หรือแพทย์ผู้ดูแลของท่านเป็นสำคัญ

✅ สรุป

งานวิจัยนี้ยืนยันว่า Nirsevimab เป็นภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพในการลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจาก RSV ในทารก ทั้งยังลดความรุนแรงของอาการในผู้ติดเชื้อได้จริง อย่างไรก็ตาม การดูแลกลุ่มเสี่ยงยังคงต้องทำควบคู่ไปด้วย และการนำแนวทางนี้มาใช้ในประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายด้านอย่างรอบคอบ


📚 แหล่งอ้างอิง

Cocchi E, Bloise S, Lorefice A, et al. Nirsevimab Prophylaxis and Respiratory Syncytial Virus Hospitalizations Among Infants.
JAMA Network Open. 2025;8(11):e2544679.
doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.44679

Posted on

🥝งานวิจัยใหม่ชี้ “ผลกีวี” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการบรรเทาอาการท้องผูกเรื้อรัง

🧭 ทำไม “ท้องผูกเรื้อรัง” ถึงเป็นเรื่องใหญ่

“ท้องผูกเรื้อรัง” คืออาการที่ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ่ายลำบาก หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด เป็นภาวะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยข้อมูลจาก สถาบันโรคเบาหวานและระบบทางเดินอาหาร–ไตแห่งชาติของสหรัฐฯ (NIDDK – National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases) ระบุว่า การรักษาเบื้องต้นควรเริ่มจากการปรับอาหาร เพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายก่อนใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมีอาการแม้จะพยายามปรับพฤติกรรมแล้ว ทำให้มีการศึกษาวิจัยหา “อาหารทางเลือก” ที่ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ผลกีวี” ที่เรารู้จักกันดี

📚 งานวิจัยยืนยัน: กีวีช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นจริง

งานวิจัยทางการแพทย์หลายฉบับยืนยันตรงกันว่า การกินกีวีวันละ 2 ผล ติดต่อกันประมาณ 4 สัปดาห์ สามารถช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้นได้จริง

  • การศึกษาขนาดใหญ่แบบสุ่มหลายศูนย์ในหลายประเทศ พบว่า ผู้ที่กินกีวีสีเขียววันละ 2 ผล มีจำนวนครั้งในการถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้น และรู้สึกสบายท้องมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มทดลอง และดีกว่ากลุ่มที่ใช้ไฟเบอร์ไซเลียม (Psyllium) ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่นิยมใช้รักษาท้องผูก 【American Journal of Gastroenterology, 2023】
  • อีกงานวิจัยหนึ่งเปรียบเทียบ กีวีสีทองวันละ 2 ผล กับการกินไซเลียมในปริมาณไฟเบอร์เท่ากัน ผลลัพธ์ออกมาคล้ายกัน คือทั้งสองกลุ่มมีการขับถ่ายดีขึ้นเท่า ๆ กัน แสดงให้เห็นว่า “ผลไม้กีวี” เป็นทางเลือกธรรมชาติที่ให้ผลใกล้เคียงไฟเบอร์เสริม 【Nutrients Journal, 2022】

⚖️ เปรียบเทียบ “กีวี” กับอาหารไฟเบอร์อื่น ๆ

มหาวิทยาลัยโมนาช (Monash University) ซึ่งเป็นผู้นำด้านงานวิจัยอาหารกลุ่ม Low-FODMAP ระบุว่า ทั้งกีวี, พรุน (Prune) และไซเลียม ต่างก็ช่วยอาการท้องผูกได้ทั้งหมด แต่ “กีวี” มีข้อได้เปรียบคือ

  • เป็นผลไม้ที่มีน้ำและไฟเบอร์ในตัว
  • มีคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ก่อให้เกิดแก๊สในลำไส้ (FODMAP ต่ำ)
  • เหมาะสำหรับคนที่มักมีอาการท้องอืด

ดังนั้น กีวีจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีระบบขับถ่ายไม่ดีแต่ไม่ต้องการพึ่งยา หรือไฟเบอร์เสริมชนิดเม็ด

🧪 กลไกที่ทำให้กีวีช่วยได้

นักวิจัยพบว่า กีวีมี ใยอาหารที่ละลายน้ำบางส่วน และเอนไซม์ชื่อ แอกทินิดิน (Actinidin) ซึ่งช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้และทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เนื้อและน้ำในผลกีวีเองยังช่วยให้อุจจาระนุ่มและถ่ายสะดวกขึ้นด้วย

เมื่อรวมกันแล้ว กีวีจึงช่วยลดอาการแน่นท้องและเพิ่มความถี่ในการขับถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับผลจากงานวิจัยทางคลินิกหลายฉบับ

🥝 ปริมาณที่แนะนำตามงานวิจัย

งานวิจัยส่วนใหญ่แนะนำให้กิน กีวีวันละ 2 ผล ต่อเนื่อง อย่างน้อย 4 สัปดาห์

  • หากต้องการคงผลลัพธ์ ควรกินต่อเนื่องวันละ 1–2 ผลเป็นประจำ
  • สามารถกินสด ๆ หรือปั่นรวมกับโยเกิร์ตและธัญพืชได้ตามชอบ

🧑‍⚕️ ใครควรระวังในการกินกีวี

  • ผู้ที่ แพ้ผลไม้ตระกูลเดียวกับกีวี เช่น มะเฟืองหรือสับปะรด ควรหลีกเลี่ยง
  • ผู้ที่ใช้ยา ต้านการแข็งตัวของเลือด หรือ ยาต้านเกล็ดเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะกีวีมีโพแทสเซียมและวิตามิน K
  • หากมีอาการเตือน เช่น ปวดท้องรุนแรง อาเจียน มีเลือดปนอุจจาระ หรือท้องผูกเกิน 3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม

🍽️ เคล็ดลับดูแลระบบขับถ่ายให้ดีอย่างยั่งยืน

  • เพิ่มไฟเบอร์จากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วต่าง ๆ ให้ได้วันละ 25–35 กรัม ตามคำแนะนำของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข
  • ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว
  • หมั่นออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือยืดกล้ามเนื้อ
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นอุจจาระ เพราะจะทำให้ลำไส้ทำงานแย่ลง
  • ใช้ “กีวี” เป็นส่วนหนึ่งของอาหารประจำวัน เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานสม่ำเสมอ

🧩 ข้อจำกัดของข้อมูลวิจัย

แม้งานวิจัยจะชี้ชัดว่ากีวีช่วยได้จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นการทดลองระยะสั้น (4–8 สัปดาห์) จึงควรมีการศึกษาระยะยาวเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย เพื่อยืนยันผลในระยะยาว

นอกจากนี้ การตอบสนองของแต่ละคนยังแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาหารโดยรวม สุขภาพของลำไส้ และวิถีชีวิต

📝 หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่าน

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ให้ความรู้ด้านสุขภาพและโภชนาการ เท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อใช้แทนการรักษาหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มปรับเปลี่ยนอาหาร

📚 แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ

  1. Gearry R. et al. Consumption of 2 Green Kiwifruits Daily Improves Constipation and Abdominal Comfort. American Journal of Gastroenterology, 2023.
  2. Bayer S.B. et al. Two Gold Kiwifruit Daily as Effective as Psyllium for Constipation. Nutrients, 2022.
  3. Richardson D.P. et al. Nutritional and Health Attributes of Kiwifruit. Nutrients, 2018.
  4. Holtmann G. et al. Double-Blind RCT of Green Kiwifruit Extract in Constipation. 2025.
  5. Monash University, FODMAP Research Update: Kiwifruit, Psyllium and Prunes for Constipation. 2021.

🏛️ แหล่งข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ

  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข – แนวทางการบริโภคไฟเบอร์ 25–35 กรัมต่อวัน และการดูแลสุขภาพทางเดินอาหาร
  • สถาบันโรคเบาหวานและระบบทางเดินอาหาร–ไตแห่งชาติ (NIDDK – National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases) สหรัฐอเมริกา – แนวทางป้องกันและรักษาอาการท้องผูกโดยเน้นการปรับอาหารและพฤติกรรม

สรุปสั้น ๆ สำหรับผู้อ่าน

“กีวีวันละ 2 ผล” เป็นทางเลือกธรรมชาติที่ทั้งปลอดภัย อร่อย และมีหลักฐานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องผูกเรื้อรังได้จริง ควบคู่กับการดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การกินอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

Posted on

🧬 การปฏิบัติตามแนวทาง American Cancer Society ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open พบว่า ผู้ชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งต่อมลูกหมากชนิดไม่แพร่กระจาย (Nonmetastatic Prostate Cancer) หากปฏิบัติตามแนวทางของ สมาคมมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society – ACS) ด้านโภชนาการและการออกกำลังกายหลังการวินิจฉัย จะมีอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุและจากโรคหัวใจต่ำกว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

🧠 ที่มาของการศึกษา

งานวิจัยนี้อ้างอิงข้อมูลจากโครงการ Cancer Prevention Study II Nutrition Cohort ซึ่งติดตามกลุ่มผู้ชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดไม่แพร่กระจาย ระหว่างปี ค.ศ. 1992–2003 รวมจำนวน 4,232 คน

ผู้เข้าร่วมได้ให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังการวินิจฉัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร การควบคุมน้ำหนัก และกิจกรรมทางกาย โดยนักวิจัยได้กำหนด “คะแนนความสอดคล้องกับแนวทางของ ACS” (ACS guideline score) ตั้งแต่ 0–8 คะแนน โดยยิ่งมีคะแนนสูง หมายถึงการปฏิบัติตามแนวทางสุขภาพมากขึ้น

📊 ผลการศึกษา

1️⃣ คะแนนสูงสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่ลดลง

เมื่อเปรียบเทียบผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด (6–8 คะแนน) กับผู้ที่ได้คะแนนต่ำ (0–3 คะแนน) พบว่า ผู้ที่มีคะแนนสูงมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลดลงถึง 23% (ค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ HR = 0.77; 95% CI, 0.69–0.85)
นอกจากนี้ เมื่อคะแนนเพิ่มขึ้นทุก 1 คะแนน ความเสี่ยงจะลดลงประมาณ 6% (HR per point = 0.94; 95% CI, 0.91–0.96)

2️⃣ ลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

ในกลุ่มผู้ที่มีคะแนน 6–8 พบว่าความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 25% (HR = 0.75; 95% CI, 0.63–0.91) เมื่อเทียบกับกลุ่มคะแนนต่ำ และเมื่อคะแนนเพิ่มขึ้นทุก 1 คะแนน ความเสี่ยงจะลดลงอีก 7% (HR = 0.93; 95% CI, 0.89–0.97)

3️⃣ ผลต่อการเสียชีวิตเฉพาะจากมะเร็งต่อมลูกหมาก

สำหรับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเฉพาะจากมะเร็งต่อมลูกหมาก ผลการศึกษาไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มคะแนนสูงและต่ำ (HR = 0.79; 95% CI, 0.60–1.03)
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์แบบละเอียดต่อคะแนนทีละ 1 คะแนน พบว่าความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (HR = 0.93; 95% CI, 0.87–0.99)

4️⃣ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังวินิจฉัยส่งผลดี

ผู้ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพหลังได้รับการวินิจฉัย เช่น จากคะแนนต่ำ (< 5) เพิ่มขึ้นเป็นสูง (≥ 5) พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (HR = 0.83)
ขณะเดียวกัน ผู้ที่รักษาพฤติกรรมสุขภาพดีไว้ได้ต่อเนื่อง (คะแนน ≥ 5 ทั้งก่อนและหลังวินิจฉัย) ก็มีอัตราการเสียชีวิตต่ำเช่นกัน (HR = 0.80) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รักษาพฤติกรรมไม่ดีไว้ตลอด (คะแนนต่ำต่อเนื่อง)

💬 ข้อวิเคราะห์และข้อเสนอแนะ

ผลการศึกษานี้ชี้ว่า การดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามแนวทางของสมาคมมะเร็งอเมริกัน (ACS) หลังการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุและจากโรคหัวใจได้จริง

แม้ผลลัพธ์ด้านการลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากมะเร็งโดยตรงจะยังไม่เด่นชัดในทุกกลุ่ม แต่ผลรวมทางสุขภาพโดยรวมแสดงให้เห็นว่า การปรับพฤติกรรมสุขภาพหลังการวินิจฉัย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยืดอายุผู้ป่วยในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขควรให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกายตามแนวทาง ACS แก่ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้นในระยะยาว

⚠️ หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ระหว่างการรักษาควรปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้ แม้ว่าข้อมูลในบทความจะอ้างอิงจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ เช่น วารสาร JAMA Network Open แต่ผลลัพธ์ทางสุขภาพอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

เว็บไซต์นี้มีเจตนาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสุขภาพและไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

📚 แหล่งอ้างอิง

Elahy V, Newton CC, McCullough ML, et al. Adherence to American Cancer Society Guideline and Mortality in Men With Nonmetastatic Prostate Cancer. JAMA Network Open. Published Online: September 26, 2025. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.33922
แหล่งข้อมูล: jamanetwork.com