Posted on Leave a comment

วิธีคำนวณเลื่อนเงินเดือนข้าราชการครูด้วย Microsoft Excel ล่าสุด

ในปัจจุบันนี้วิธีการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบการเลื่อนแบบ “ร้อยละ” หรือที่เรียกว่า “ระบบเปอร์เซ็นต์” ซึ่งมีความแตกต่างจากแบบเดิมคือระบบ “เลื่อนขั้น” สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาของรัฐในปัจจุบันคงจะพอทราบกันดีแล้วว่าการเลื่อนเงินเดือนแบบร้อยละที่ว่านี้มีแนวทางอย่างไร แต่เชื่อว่ามีหลายคนที่ยังไม่เข้าใจวิธีการเลื่อนแบบ “ระบบเปอร์เซ็นต์” วันนี้ แอดมินจะมาอธิบายวิธีการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ(ประเทศไทย) ในระบบเปอร์เซ็นต์กันอย่างละเอียด โดยเฉพาะวิธีการคำนวณโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Microsoft Excel ซึ่งมีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำและช่วยย่นระยะเวลาในการคำนวณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสามารถมองเห็นจำนวนเม็ดเงินคงเหลือได้ทันที(Real time)เมื่อมีการใส่ข้อมูลเปอร์เซ็นต์ของครูที่ได้รับการเลื่อนแต่ละคน หรือแม้กระทั่ง หากมีครูคนใดมีเงินเดือนเต็มขั้น หรือใกล้จะเต็มขั้นและเมื่อคำนวณ “เปอร์เซ็นต์ที่ได้เลื่อน” บวกกับเงินเดือนแล้วมีจำนวนเงินเดือนเกินเพดาน ระบบนี้ก็จะทำการตัดเงินส่วนที่เกินนั้นไปไว้ในช่องที่เป็น “ค่าตอบแทนพิเศษ” เองโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนแก่ผู้ที่ไม่เคยทราบมาก่อนหรือผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการคำนวณเพื่อเลื่อนเงินเดือนแบบเปอร์เซ็นต์ แอดมินจะขอเกริ่นนำเพียงเท่านี้ก่อน และจะได้กล่าวอธิบายถึงวิธีการในลำดับต่อไป
โดยปกติแล้วผู้ที่ทราบวิธีการคำนวณจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน หรือครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านนี้โดยตรงแต่แอดมินก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจและยังไม่ทราบถึงวิธีการคำนวณโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Microsoft Excel นี้ หรืออาจจะมีบางท่านที่ยังใช้เครื่องคิดเลขและคำนวณด้วยมืออยู่ สำหรับข้าราชการครูที่ไม่ได้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็อาจจะมีหลักการคำนวณคล้ายกัน แต่แอดมินจะขอนำมาอธิบายเฉพาะในส่วนของข้าราชการครูที่อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น โดยจะมีขั้นตอนดังนี้

1) การยืนยันตัวตน

การเลื่อนเงินเดือน (ไม่ใช้คำว่า “ขั้น”) ในแต่ละปีนั้นจะมีการเลื่อนเงินเดือน 2 ครั้ง คือ เริ่มจากการเลื่อนเงินเดือนครั้งที่ 1 จะเป็นการเลื่อนเงินเดือนโดยพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง วันที่ 31 มีนาคม (เริ่มตามปีงบประมาณ) โดยมีการเขียนชื่อการเลื่อนว่า “การเลื่อนเงินเดือน ครั้งที่ 1 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ…. ถึง วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ…..)” ตัวอย่างเช่น “การเลื่อนเงินเดือน ครั้งที่ 1 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 มีนาคม 2566) ซึ่งก็คือการเลื่อนเงินเดือนในครั้งนี้จะเกิดขึ้น ณ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2566 นั่นเอง หมายถึง เงินเดือนใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้จะเกิดขึ้นใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2566 (เกิดจากการพิจารณาผลการปฏิบัติงาน 6 เดือนที่ผ่านมานั่นเอง)

ดังนั้น ในวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปี สถานศึกษาจะต้องรายงาน “การยืนยันตัวตน” ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีตัวอยู่จริง ณ วันที่ 1 มีนาคม ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ(ต้นสังกัด)เพื่อจะได้ทราบว่าในโรงเรียนนั้นๆ มีข้าราชการครูอยู่จำนวนกี่คน แต่ละคนนั้นมีเงินเดือนอยู่เท่าใด มีเลขที่ตำแหน่งอะไร รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ด้วย เช่น เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขตำแหน่งจ่ายตรง และมีข้าราชการครูที่ไปช่วยราชการกี่คน หรือมีข้าราชการครูที่มาช่วยราชการในโรงเรียนกี่คน(การไปช่วยราชการของข้าราชการครูนั้น ตำแหน่งจะยังคงอยู่ในโรงเรียนเดิม) ก่อนที่จะมีการยืนยันตัวตนของโรงเรียนต่อสำนักงานเขตฯนั้น สำนักงานเขตพื้นที่ฯ จะมีหนังสือแจ้งให้โรงเรียนจัดทำข้อมูลเพื่อรายงาน “ยืนยันตัวตน” ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

2.แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงาน

หลังจากที่โรงเรียนได้รายงาน “การยืนยันตัวตน” ต่อสำนักงานเขตพื้นที่ไปแล้วในวันที่ 1 มีนาคม โรงเรียนหรือสถานศึกษาจะต้องมีการแต่งตั้งคำสั่งประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อประเมินผลงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งการออกคำสั่งแต่งตั้งนี้จะออกประมาณกลางเดือนมีนาคม หรือระหว่างวันที่ 15-25 มีนาคม เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวได้มีเวลาในการประเมินผลงานและประมวลผลข้อมูลจากการประเมิน และคำสั่งดังกล่าวนี้จะเป็นไปตามรูปแบบที่ทางสำนักงานเขตฯได้กำหนดไว้แล้ว และโดยปกติจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย หัวหน้าสถานศึกษาเป็นประธานกรรมการ และแต่งตั้งครูอีกจำนวน 2 คนเป็นกรรมการ

3. ประกาศกำหนดอัตราร้อยละและช่วงคะแนนประเมิน

ในการออกประกาศ “กำหนดอัตราร้อยละและช่วงคะแนนประเมิน” นี้ โรงเรียนจะออกประกาศหลังจากที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อ 2 แล้วก็ได้ หรือจะออกประกาศนี้พร้อมกับออกคำสั่งก็ได้ แต่โดยทั่วไปแล้วโรงเรียนจะออกประกาศกำหนดอัตราร้อยละและช่วงคะแนนประเมิน พร้อมกับออกคำสั่งแต่งตั้ง
“ประกาศกำหนดอัตราร้อยละและช่วงคะแนนประเมิน” หมายถึงอะไร
ประกาศ “กำหนดอัตราร้อยละและช่วงคะแนนประเมิน” หมายถึง หนังสือประชาสัมพันธ์ ที่ออกโดยหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อแจ้งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนรับทราบ เกี่ยวกับช่วงของคะแนนประเมินเท่าใด จึงจะสามารถเลื่อนได้ร้อยละเท่าใด หรือจะเรียกว่า “กรอบที่จะกำหนดช่วงคะแนนประเมิน” ว่าแต่ละช่วงที่กำหนดขึ้นมานั้น จะสามารถเลื่อนได้ร้อยละเท่าใด ตัวอย่าง เช่น
– ผู้มีคะแนนประเมิน ตั้งแต่ 90-100 คะแนน สามารถเลื่อนได้ร้อยละ 3.50 – 6.00 และมีผลประเมินเป็น ระดับ “ดีเด่น”
– ผู้มีคะแนนประเมิน ตั้งแต่ 80-89.99 คะแนน สามารถเลื่อนได้ร้อยละ 3.20-3.49 และมีผลประเมินเป็น ระดับ “ดีมาก”
– ผู้มีคะแนนประเมิน ตั้งแต่ 70-79.99 คะแนน สามารถเลื่อนได้ร้อยละ 2.90-3.19 และมีผลประเมินเป็น ระดับ “ดี”
– ผู้มีคะแนนประเมิน ตั้งแต่ 60-69.99 คะแนน สามารถเลื่อนได้ร้อยละ 2.50-2.89 และมีผลประเมินเป็น ระดับ “ปานกลาง”
– ผู้มีคะแนนประเมิน ต่ำกว่า 60 คะแนน ไม่ได้รับการเลื่อนเงินเดือน และมีผลประเมินเป็น ระดับ “ไม่ผ่านการประเมิน”
ในการกำหนดช่วงคะแนน และช่วงของร้อยละที่จะใช้เลื่อนเงินเดือนนี้ ขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการโรงเรียนหรือหัวหน้าสถานศึกษาพร้อมด้วยคณะกรรมการประเมินฯตามข้อ 2 จะเป็นผู้กำหนดช่วงของคะแนนและช่วงของร้อยละที่จะเลื่อนเงินเดือน และในการเลื่อนแต่ละครั้งของแต่ละคนนั้น จะสามารถเลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 6 หรือ 6% นั่นเอง
จากตัวอย่างช่วงคะแนนดังกล่าว หากข้าราชการครูคนใดมีผลคะแนนประเมิน 82 คะแนน ก็จะต้องได้เลื่อนเงินเดือนอยู่ระหว่าง 3.20 – 3.49 เท่านั้น หรือ หากข้าราชการครูคนใดมีผลคะแนนประเมิน 90 คะแนน ก็จะต้องได้เลื่อนเงินเดือนอยู่ในช่วงระหว่าง 3.50-6.00 ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้ที่เป็นคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานจะต้องตรวจสอบและพิจารณาโดยละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อน และที่สำคัญคือคะแนนประเมินที่ได้นั้น จะต้องสัมพันธ์กับช่วงของร้อยละที่จะใช้เลื่อน ตามกรอบที่ได้ประกาศไว้ดังกล่าว.

หลังจากที่สถานศึกษาหรือโรงเรียนโดยผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ประกาศ “กำหนดอัตราร้อยละและช่วงคะแนนประเมิน” และได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานในข้อที่ 2 และข้อที่ 3 แล้ว จากนั้นประมาณวันที่ 25-31 มีนาคม จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงาน(คณะกรรมการตามข้อที่ 2) ซึ่งโดยปกติผู้อำนวยการสถานศึกษาจะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการในคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งในการประชุมจะมีการดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุม ดังนี้

ระเบียบวาระที่ 1 เรื่อง ประธานแจ้งให้ทราบ จะเป็นการแจ้งข้อมูลจากผู้อำนวยการโรงเรียน(ประธานกรรมการประเมินฯ)ให้กรรมการได้ทราบเกี่ยวกับจำนวนเงินเดือนของครูทั้งหมดรวมกันทั้งโรงเรียนเป็นเท่าใด และโรงเรียนได้รับการจัดสรรเม็ดเงินที่จะใช้เลื่อนเงินเดือนให้แก่ครูเป็นร้อยละเท่าใด (ซึ่งแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาจะมีคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรวงเงินเลื่อนเงินเดือนครูของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะมีการจัดสรรวงเงินมาให้แก่โรงเรียนในอัตราแตกต่างกันโดยสำนักงานเขตพื้นที่ฯจะมีหนังสือแจ้งจัดสรรวงเงินให้โรงเรียนทราบช่วงประมาณปลายเดือนมีนาคม หรือระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม) ตัวอย่างเช่น โรงเรียนบ้านกอไก่ มีข้าราชการครู(สายผู้สอน) ทั้งสิ้นจำนวน 12 คน มีเงินเดือนรวมกันทั้งสิ้นเท่ากับ 346,200 บาท และได้รับแจ้งจัดสรรวงเงินที่จะใช้เลื่อนเงินเดือนให้แก่ข้าราชการครู จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเอบีซี(ต้นสังกัด) จำนวนร้อยละ 2.96 นั่นก็หมายความว่า โรงเรียนบ้านกอไก่จะมี “เม็ดเงิน” ที่จะใช้เลื่อนเงินเดือนให้แก่ครูสายผู้สอน(รวม รอง ผอ.โรงเรียน) เท่ากับ 10,247.52 บาท หรือ ร้อยละ 2.96 ของจำนวนเงินเดือนรวมกันทั้งสิ้นคือ 346,200 นั่นเอง
หลังจากประธานในที่ประชุมได้แจ้งจำนวนเงินเดือนรวมทั้งสิ้นและแจ้งจำนวนเม็ดเงินที่จะใช้เลื่อนในรอบนี้แล้ว ประธานก็อาจจะแจ้งข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมก็ได้ เช่น ข้อมูล การเลื่อนเงินเดือนของแต่ละคนในรอบที่ผ่านมา หรือในรอบหลายปีที่ผ่านมาเป็นต้น

ระเบียบวาระที่ 2 เรื่อง รับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว(หรือครั้งที่ …../25… เมื่อวันที่…… เดือน……พ.ศ…..)
เป็นการรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมาของการประชุมคณะกรรมการประเมินผลฯ โดยปกติแล้วจะรับรองทั้งหมด

ระเบียบวาระที่ 3 เรื่อง เสนอเพื่อทราบ หมายถึงการเปิดโอกาสให้กรรมการแต่ละคนได้เสนอข้อมูลที่ตนมีอยู่ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการประชุมครั้งนี้หรือไม่ก็ได้ เพื่อแจ้งให้ทุกคนในที่ประชุมได้รับทราบแต่จะไม่ใช่การพิจาณาหรือไม่ใช่การการขอมติเห็นชอบแต่อย่างใด

ระเบียบวาระที่ 4 เรื่อง เสนอเพื่อพิจารณา และนี่คือระเบียบวาระสำคัญที่จะดำเนินการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการพิจารณาร่วมกันของคณะกรรมการประเมินฯ และจะต้องมีมติเห็นชอบร่วมกัน ว่าข้าราชการครูแต่ละคนนั้นมีคะแนนประเมินเท่าใด ประกอบด้วยข้อมูลผลการประเมินของแต่ละคน การเรียงลำดับคะแนน และอัตราร้อยละที่สมควรจะได้รับการเลื่อนควรเป็นเท่าใด (โดยปกติแล้วโรงเรียนจะได้รับหนังสือที่เป็นเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือตัวชี้วัดการประเมินจากสำนักงานเขตพื้นที่ฯ มาก่อนแล้วช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือช่วงต้นเดือนมีนาคมของทุกปี) ซึ่งขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาช่วยในการคำนวณโดยแอดมินจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไปนี้

การคำนวณร้อยละในการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการครูด้วย Microsoft Excel

ฟังก์ชั่น IF( )

=IF(E5=”ค.ศ.5″,IF(F5>=60840,68560,60830),IF(E5=”ค.ศ.4″,IF(F5>=50330,59630,50320),IF(E5=”ค.ศ.3″,IF(F5>=40280,49330,37200),IF(E5=”ค.ศ.2″,IF(F5>=30210,35270,30200),IF(E5=”ค.ศ.1″,IF(F5>=24890,29600,22780),IF(E5=”ครูผู้ช่วย”,IF(F5>=19910,22330,17480),””))))))

=IF(E5=”ค.ศ.5″,IF(F5>=60840,68560,60830), xxx)

คิดเปอร์เซ็นต์ที่จะเลื่อนก่อนปัดเศษ

=(H5 * G5) / 100

ฟังก์ชั่น ROUNDUP( ) ใช้เพื่อปัดเศษจำนวนเงินให้เต็มหลักสิบจากการคิดเปอร์เซ็นต์ที่จะใช้เลื่อนเงินเดือน

ในเซลล์ J5 (เงินเลื่อนปัดเศษ) ใส่สูตรดังนี้
=IF((F5+I5)>69040,I5-((F5+I5)-69040),ROUNDUP(I5,-1))

ในเซลล์ K5 (ค่าตอบแทนพิเศษ) ใส่สูตรดังนี้
=IF((F5+I5)>69040,(F5+I5)-69040,”0″)

ในเซลล์ L5 (รวมเม็ดเงินที่ใช้เลื่อน) ใส่สูตรดังนี้
=J5+K5

ในเซลล์ M5 (เงินเดือนใหม่) ใส่สูตรดังนี้
=F5+J5

ในเซลล์ O5 (“ระดับ” ของผลการประเมิน) ใส่สูตรดังนี้
=IF(N5>=90,”ดีเด่น”,IF(N5>=80,”ดีมาก”,IF(N5>=70,”ดี”,IF(N5>=60,”พอใช้”,”ไม่ได้เลื่อน”))))

5.การจดรายงานการประชุม (ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา)

6.การพิมพ์แบบฟอร์ม “บัญชีรายละเอียดเสนอขอเลื่อนเงินเดือน”