Posted on

📰 ก.ค.ศ.ตั้งคณะกรรมการประเมินผลงานชุดใหม่ มุ่งยกระดับความเป็นธรรมและเสถียรภาพในการเลื่อนวิทยฐานะ

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับสัดส่วนและองค์ประกอบของคณะกรรมการผู้ประเมินผลงานสำหรับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal: DPA) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการอบรมคณะกรรมการผู้ประเมินชุดใหม่ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ. ที่มี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน

🔎 คัดเลือกผู้ประเมินจากหลายหน่วยงาน เน้นความเชี่ยวชาญตรงบริบทงาน

คณะกรรมการผู้ประเมินชุดใหม่มาจากการคัดเลือกโดยหน่วยงานต้นสังกัด ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)

หน่วยงานเหล่านี้ได้เสนอรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ที่ประชุม ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเข้ารับการอบรมขั้นตอนและหลักเกณฑ์การประเมินจาก ก.ค.ศ. โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการประเมินผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะได้ในช่วง เดือนพฤษภาคม 2569

⚖️ ปรับองค์ประกอบผู้ประเมิน เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม

ดร.ธนู ระบุว่า การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประเมินมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับบริบทการทำงานของผู้ถูกประเมิน ส่งผลให้การให้คะแนนมีความแม่นยำ โปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีคณะกรรมการผู้ประเมินมากกว่า 100 คน โดย ก.ค.ศ. ไม่ได้กำหนดจำนวนผู้แทนจากแต่ละหน่วยงานตายตัว แต่พิจารณาจากคุณสมบัติเป็นหลัก ทั้งนี้ ยังคงใช้ระบบ สุ่มเลือกกรรมการผู้ประเมิน เพื่อป้องกันการแทรกแซงหรือการเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ

🏫 ปรับระบบประเมินผู้บริหารการศึกษา เพิ่มความเป็นกลางของผลคะแนน

สำหรับการประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ ว12/2564 ในกลุ่มผู้บริหารการศึกษา เช่น รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการปรับรูปแบบการประเมินเช่นเดียวกัน โดยมอบหมายให้ ก.ค.ศ. เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการอ่านผลงานโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการปรับขั้นตอนสำคัญ คือ หลังจากกรรมการอ่านผลงานแล้ว จะต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือและสรุปผลร่วมกัน จากเดิมที่กรรมการแต่ละคนให้คะแนนแยกกัน ส่งผลให้คะแนนแตกต่างกันมาก เช่น บางรายให้คะแนนสูงเกินไปหรือบางรายให้ต่ำเกินไป

การเปิดโอกาสให้กรรมการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและอภิปรายร่วมกัน จะช่วยให้ผลการประเมินมีความสมดุล ลดความคลาดเคลื่อนของคะแนน และเพิ่มเสถียรภาพของระบบการประเมิน

🛡️ มาตรการใหม่ช่วยลดความเสี่ยงทุจริต

แนวทางใหม่ที่ให้กรรมการประชุมสรุปผลร่วมกัน ไม่เพียงช่วยให้การประเมินมีมาตรฐานเดียวกัน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดโอกาสการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการประเมินวิทยฐานะอีกด้วย

📌 สรุปสาระสำคัญ

  • ก.ค.ศ. แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ประเมินชุดใหม่มากกว่า 100 คน
  • คัดเลือกจากหลายหน่วยงานด้านการศึกษา เน้นความเชี่ยวชาญตรงบริบท
  • ใช้ระบบสุ่มเลือกผู้ประเมิน ป้องกันการแทรกแซงและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ปรับรูปแบบประเมินผู้บริหารการศึกษา ให้กรรมการประชุมสรุปผลร่วมกัน
  • มุ่งเพิ่มความเป็นธรรม โปร่งใส และลดความเสี่ยงทุจริตในระบบวิทยฐานะ

🔗 แหล่งที่มา

Focus News. (11 กุมภาพันธ์ 2569). ก.ค.ศ.ตั้งกรรมการอ่านผลงานชุดใหม่ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ให้ได้คนที่มีความรู้จริง.
สืบค้นจาก: www.focusnews.in.th

⚠️ Disclaimer ข่าวการศึกษา

บทความข่าวการศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ด้านการศึกษาให้แก่สาธารณชน โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ณ เวลาที่เผยแพร่ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย ระเบียบ หรือประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภายหลัง เว็บไซต์ Coohfey.com เป็นสื่อเผยแพร่ข้อมูลและความเข้าใจในประเด็นด้านการศึกษาเท่านั้น.

Posted on

สพฐ.ประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.สพท.ปี พ.ศ.2568

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แจ้งหนังสือเวียนถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เรื่องประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ.2568 (หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ศธ 04009/ว750 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2568)

ดาวน์โหลดเอกสาร

แหล่งที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ศธ.

Posted on

เปิดภาคเรียน 2568 ด้วยหลักสูตรใหม่ “เรียนดี มีความสุข” สร้างสมรรถนะผู้เรียนยุคใหม่

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2568 ด้วยหลักสูตรใหม่สำหรับระดับปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนทั่วประเทศสมัครใจเข้าร่วมใช้งานจริงในภาคเรียนที่ 1 ที่จะถึงนี้ หวังยกระดับคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ฐานราก สอดรับกับแนวคิด “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามมติของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เมื่อปลายปี 2567 ได้เห็นชอบให้จัดทำ “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2568” สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี และ “หลักสูตรประถมศึกษาตอนต้น (ป.1–ป.3) พ.ศ. 2568” เพื่อให้เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียนและรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

การพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้ใช้กระบวนการทางวิชาการอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การวิจัย วิเคราะห์แนวโน้มต่างประเทศ พัฒนาหลักสูตรต้นแบบ ไปจนถึงการสังเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีจากโรงเรียนทั่วประเทศ โดยล่าสุดมีโรงเรียนจากทุกสังกัดเข้าร่วมแล้ว 4,440 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มวิจัยประเมินคุณภาพ 237 แห่ง และกลุ่มเครือข่ายใช้งานหลักสูตร 4,203 แห่ง

จุดเด่นของหลักสูตรใหม่:

  • ระดับปฐมวัย มุ่งเน้นการพัฒนาตามวัย เช่น ด้านอารมณ์ ร่างกาย สังคม และสติปัญญา
  • ระดับประถมต้น มุ่งให้เด็ก อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และเสริมทักษะพื้นฐานสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • การประเมินผลใช้แนวทางใหม่ แบ่งผลการเรียนรู้เป็น 4 ระดับ: เริ่มต้น – พัฒนา – ชำนาญ – เชี่ยวชาญ แทนการใช้เกรดแบบเดิม

สพฐ. เตรียมการสนับสนุนครบวงจร:

  • แหล่งเรียนรู้ออนไลน์: เว็บไซต์หลักสูตรใหม่
  • คลินิกวิชาการ เป็นที่ปรึกษาให้โรงเรียน
  • อบรมครู–ศึกษานิเทศก์ ทั่วประเทศ
  • นำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดภาระครู ทั้งด้านการออกแบบหลักสูตรและการวัดผล เช่น การอบรม Gen AI