Posted on

📰ภัยเงียบจากไขมันในหลอดเลือด รู้ทันก่อนเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

โรคหัวใจและหลอดเลือดกำลังเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทยและทั่วโลก โดยหนึ่งในสาเหตุหลักคือ ภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือด หรือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่สามารถนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น หัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองได้ในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า การปรับพฤติกรรมและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ

🔬 ไขมันอุดตันในหลอดเลือดคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) คือการที่ไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และสารอื่น ๆ สะสมบนผนังหลอดเลือดจนเกิดเป็นคราบพลัค (Plaque) ทำให้หลอดเลือดตีบ แข็ง และเลือดไหลเวียนได้ยากขึ้น

เมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิด

  • โรคหัวใจขาดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • โรคหลอดเลือดส่วนปลาย

ข้อมูลจาก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะหลอดเลือดตีบจากคราบไขมัน

⚠️ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไขมันอุดตันในหลอดเลือด

🧈 ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันชนิดไม่ดี

ไขมันชนิด แอลดีแอลคอเลสเตอรอล (Low-Density Lipoprotein: LDL) หรือ “ไขมันเลว” เป็นตัวการสำคัญที่สะสมในผนังหลอดเลือดและก่อให้เกิดคราบพลัค
ในขณะที่ เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (High-Density Lipoprotein: HDL) หรือ “ไขมันดี” ช่วยนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกจากหลอดเลือด

งานวิจัยด้านโรคหัวใจพบว่า LDL ที่สูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

🚬 พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เพิ่มความเสี่ยง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าพฤติกรรมต่อไปนี้เพิ่มโอกาสเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ได้แก่

  • รับประทานอาหารไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง
  • สูบบุหรี่
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • นั่งทำงานหรือใช้ชีวิตแบบไม่เคลื่อนไหว (Sedentary lifestyle)

ข้อมูลจาก CDC ชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเร่งสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด

⚖️ โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง

ภาวะสุขภาพบางอย่างทำให้หลอดเลือดเสียหายและเกิดคราบไขมันได้ง่ายขึ้น เช่น

  • เบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคอ้วน
  • ไตรกลีเซอไรด์สูง

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases: NCDs) เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด

🧬 พันธุกรรมและประวัติครอบครัว

ผู้ที่มีพ่อแม่หรือญาติใกล้ชิดเป็นโรคหัวใจหรือไขมันในเลือดสูง มีแนวโน้มเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป แม้จะมีพฤติกรรมสุขภาพดี

🧠 อันตรายของไขมันอุดตัน: ภัยเงียบที่อาจคร่าชีวิต

คราบพลัคที่สะสมในหลอดเลือดอาจแตกออกและเกิดลิ่มเลือด ทำให้หลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุของ

  • หัวใจวายเฉียบพลัน
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • อัมพฤกษ์ อัมพาต

ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจเตือนว่า ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ามีหลอดเลือดตีบจนกระทั่งเกิดเหตุฉุกเฉิน

🛡️ แนวทางป้องกันที่ได้ผลตามหลักวิชาการ

🥗 ปรับพฤติกรรมการกิน

ลดอาหารไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูป เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
แนวทางโภชนาการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการกินอาหารสมดุลช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้

🏃‍♂️ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนัก และเสริมสุขภาพหัวใจ

🚭 เลิกสูบบุหรี่

การเลิกสูบบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างรวดเร็ว และช่วยให้หลอดเลือดฟื้นตัวดีขึ้น

🩺 ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การตรวจระดับไขมันในเลือด น้ำตาล และความดันโลหิต ช่วยให้ตรวจพบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสามารถป้องกันโรคได้ทันเวลา

💊 การใช้ยาตามคำแนะนำแพทย์

ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาลดไขมัน เช่น ยากลุ่มสแตติน (Statins) ซึ่งมีหลักฐานทางการแพทย์ว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

สถานการณ์ในประเทศไทย: ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามวิถีชีวิตเมือง

กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Public Health: MOPH) รายงานว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของคนไทย โดยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารไขมันสูง การขาดการออกกำลังกาย และภาวะโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อป้องกันโรคในระยะยาว

📚 แหล่งที่มา

หน่วยงานประเทศไทย

  • กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Public Health: MOPH)
  • กรมควบคุมโรค (Department of Disease Control: DDC)
  • สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

หน่วยงานต่างประเทศ

  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC)
  • องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO)
  • สถาบันหัวใจ ปอด และโลหิตแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Heart, Lung, and Blood Institute: NHLBI)

⚠️ Disclaimer /Coohfey.com

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการและหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนตัดสินใจใด ๆ.

Posted on

🧬 การปฏิบัติตามแนวทาง American Cancer Society ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open พบว่า ผู้ชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งต่อมลูกหมากชนิดไม่แพร่กระจาย (Nonmetastatic Prostate Cancer) หากปฏิบัติตามแนวทางของ สมาคมมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society – ACS) ด้านโภชนาการและการออกกำลังกายหลังการวินิจฉัย จะมีอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุและจากโรคหัวใจต่ำกว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

🧠 ที่มาของการศึกษา

งานวิจัยนี้อ้างอิงข้อมูลจากโครงการ Cancer Prevention Study II Nutrition Cohort ซึ่งติดตามกลุ่มผู้ชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดไม่แพร่กระจาย ระหว่างปี ค.ศ. 1992–2003 รวมจำนวน 4,232 คน

ผู้เข้าร่วมได้ให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังการวินิจฉัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร การควบคุมน้ำหนัก และกิจกรรมทางกาย โดยนักวิจัยได้กำหนด “คะแนนความสอดคล้องกับแนวทางของ ACS” (ACS guideline score) ตั้งแต่ 0–8 คะแนน โดยยิ่งมีคะแนนสูง หมายถึงการปฏิบัติตามแนวทางสุขภาพมากขึ้น

📊 ผลการศึกษา

1️⃣ คะแนนสูงสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่ลดลง

เมื่อเปรียบเทียบผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด (6–8 คะแนน) กับผู้ที่ได้คะแนนต่ำ (0–3 คะแนน) พบว่า ผู้ที่มีคะแนนสูงมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลดลงถึง 23% (ค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ HR = 0.77; 95% CI, 0.69–0.85)
นอกจากนี้ เมื่อคะแนนเพิ่มขึ้นทุก 1 คะแนน ความเสี่ยงจะลดลงประมาณ 6% (HR per point = 0.94; 95% CI, 0.91–0.96)

2️⃣ ลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

ในกลุ่มผู้ที่มีคะแนน 6–8 พบว่าความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 25% (HR = 0.75; 95% CI, 0.63–0.91) เมื่อเทียบกับกลุ่มคะแนนต่ำ และเมื่อคะแนนเพิ่มขึ้นทุก 1 คะแนน ความเสี่ยงจะลดลงอีก 7% (HR = 0.93; 95% CI, 0.89–0.97)

3️⃣ ผลต่อการเสียชีวิตเฉพาะจากมะเร็งต่อมลูกหมาก

สำหรับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเฉพาะจากมะเร็งต่อมลูกหมาก ผลการศึกษาไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มคะแนนสูงและต่ำ (HR = 0.79; 95% CI, 0.60–1.03)
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์แบบละเอียดต่อคะแนนทีละ 1 คะแนน พบว่าความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (HR = 0.93; 95% CI, 0.87–0.99)

4️⃣ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังวินิจฉัยส่งผลดี

ผู้ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพหลังได้รับการวินิจฉัย เช่น จากคะแนนต่ำ (< 5) เพิ่มขึ้นเป็นสูง (≥ 5) พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (HR = 0.83)
ขณะเดียวกัน ผู้ที่รักษาพฤติกรรมสุขภาพดีไว้ได้ต่อเนื่อง (คะแนน ≥ 5 ทั้งก่อนและหลังวินิจฉัย) ก็มีอัตราการเสียชีวิตต่ำเช่นกัน (HR = 0.80) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รักษาพฤติกรรมไม่ดีไว้ตลอด (คะแนนต่ำต่อเนื่อง)

💬 ข้อวิเคราะห์และข้อเสนอแนะ

ผลการศึกษานี้ชี้ว่า การดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามแนวทางของสมาคมมะเร็งอเมริกัน (ACS) หลังการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุและจากโรคหัวใจได้จริง

แม้ผลลัพธ์ด้านการลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากมะเร็งโดยตรงจะยังไม่เด่นชัดในทุกกลุ่ม แต่ผลรวมทางสุขภาพโดยรวมแสดงให้เห็นว่า การปรับพฤติกรรมสุขภาพหลังการวินิจฉัย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยืดอายุผู้ป่วยในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขควรให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกายตามแนวทาง ACS แก่ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้นในระยะยาว

⚠️ หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ระหว่างการรักษาควรปรึกษาแพทย์ก่อนนำข้อมูลไปใช้ แม้ว่าข้อมูลในบทความจะอ้างอิงจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ เช่น วารสาร JAMA Network Open แต่ผลลัพธ์ทางสุขภาพอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

เว็บไซต์นี้มีเจตนาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสุขภาพและไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

📚 แหล่งอ้างอิง

Elahy V, Newton CC, McCullough ML, et al. Adherence to American Cancer Society Guideline and Mortality in Men With Nonmetastatic Prostate Cancer. JAMA Network Open. Published Online: September 26, 2025. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.33922
แหล่งข้อมูล: jamanetwork.com

Posted on

⏱️📲นั่งห้องน้ำนานเพราะเล่นมือถือ เสี่ยงริดสีดวงทวารเพิ่มขึ้นจริงหรือ?

งานวิจัยใหม่ในวารสาร PLOS ONE รายงานว่าผู้ที่ใช้สมาร์ตโฟนระหว่างขับถ่าย มีโอกาสพบริดสีดวงทวารสูงขึ้นราว 46% โดยพฤติกรรมดังกล่าวเชื่อมโยงกับการ นั่งห้องน้ำนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยืนยันโดย สถาบันโรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร และโรคไตแห่งชาติ (เอ็นไอดีดีเค [NIDDK] สังกัดสถาบันสุขภาพแห่งชาติ: เอ็นไอเอช [NIH]) และ บริการสุขภาพแห่งชาติสหราชอาณาจักร (เอ็นเอชเอส [NHS]) ว่า “การนั่งโถสุขภัณฑ์เป็นเวลานาน/เบ่งแรง” เพิ่มความดันในหลอดเลือดบริเวณทวารหนักและเสี่ยงเกิดริดสีดวงทวารได้. PLOS+2NIDDK+2


🔬 งานวิจัยใหม่พบอะไรบ้าง

  • ผู้เข้าร่วม 125 ราย (ระหว่างส่องกล้องลำไส้ใหญ่ตามปกติ) ตอบแบบสอบถามนิสัยใช้โทรศัพท์ในห้องน้ำ–อาหาร–การออกกำลังกาย งานวิจัยพบว่า ผู้ใช้โทรศัพท์บนโถส้วมมีโอกาสพบริดสีดวงทวารสูงกว่าผู้ไม่ใช้ 46% และ ใช้เวลานั่งเกิน 5 นาที ต่อครั้งบ่อยกว่า โดยกิจกรรมยอดนิยมคืออ่านข่าว/โซเชียลมีเดีย. PLOS+2Harvard Gazette+2
  • แม้เป็น “ความสัมพันธ์เชิงสังเกต” (ยังพิสูจน์เหตุ–ผลตรงๆ ไม่ได้) แต่ประเด็นหลักสอดคล้องกับแนวทางของ เอ็นไอดีดีเค (NIDDK, เอ็นไอเอช [NIH]) และ เอ็นเอชเอส (NHS) ที่เตือนให้ อย่าใช้เวลาบนโถส้วมนานเกินจำเป็น เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ. NIDDK+1

🧠 กลไกที่เป็นไปได้: นั่งนาน = แรงกดและการไหลเวียนเลือดผิดปกติ

  • เอ็นไอดีดีเค (NIDDK, เอ็นไอเอช [NIH]) ระบุชัดว่าปัจจัยเสี่ยงของริดสีดวงทวาร ได้แก่ การนั่งบนโถส้วมนานๆ, การเบ่ง, ท้องผูก/ท้องเสียเรื้อรัง, อาหารใยอาหารต่ำ และ การยกของหนัก ซึ่งล้วนเพิ่มความดันในหลอดเลือดทวารหนักทำให้หลอดเลือดโป่งพอง. NIDDK
  • เอ็นเอชเอส (NHS) แนะนำ “อย่าใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินต้องการ” และ “อย่าผลัดการถ่ายเมื่อปวด” เพื่อหลีกเลี่ยงการเบ่งและแรงกดที่ยืดเยื้อ. nhs.uk

🛡️ แนวทางลดความเสี่ยงที่ยืนยันโดยหน่วยงานรัฐ

  • จำกัดเวลาในห้องน้ำ: ตั้งเป้า ไม่เกิน ~5–10 นาที ต่อครั้ง และ เลี่ยงการใช้โทรศัพท์ บนโถสุขภัณฑ์—แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงจากงานวิจัยใหม่และข้อแนะนำของ เอ็นเอชเอส (NHS) ที่ไม่ให้นั่งนานเกินจำเป็น. News-Medical+1
  • เพิ่มใยอาหารและน้ำ: เอ็นไอดีดีเค (NIDDK, เอ็นไอเอช [NIH]) แนะนำอาหารใยอาหารสูง/พิจารณาไฟเบอร์เสริม เพื่อลดท้องผูก–ลดการเบ่ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงริดสีดวงทวาร. NIDDK
  • อย่าฝืนเบ่ง/อย่าผลัดการถ่าย: แนวปฏิบัติจาก เอ็นเอชเอส (NHS) ชี้ว่าการเบ่งและการฝืนอาจทำให้อาการแย่ลง. nhs.uk
  • ขยับตัวและออกกำลังสม่ำเสมอ: งานวิจัยใหม่พบผู้ใช้โทรศัพท์ในห้องน้ำ เคลื่อนไหวน้อยกว่า กลุ่มไม่ใช้ โทรศัพท์บนโถส้วม; การมีกิจกรรมทางกายช่วยให้การขับถ่ายเป็นจังหวะมากขึ้น (อ้างอิงตามหลักการสุขภาพทางเดินอาหารใน เอ็นไอดีดีเค (NIDDK, เอ็นไอเอช [NIH])). Harvard Gazette+1

🚩 เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

  • มีเลือดออกทางทวารหนัก เจ็บ/คันมาก มีก้อนปวด หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังการดูแลตนเอง ควรปรึกษาแพทย์—เอ็นไอดีดีเค (NIDDK, เอ็นไอเอช [NIH]) ระบุอาการและแนวทางวินิจฉัย/การรักษาที่เหมาะสม. NIDDK

📉 ข้อจำกัดของหลักฐานล่าสุด

  • งานวิจัย PLOS ONE เป็น การศึกษาแบบภาคตัดขวาง ขนาดเล็ก ใช้แบบสอบถามนิสัยการใช้โทรศัพท์และประเมินริดสีดวงจากผลส่องกล้องในระยะใกล้เคียงเวลาเดียวกัน จึง ยังสรุปเชิงเหตุ–ผลไม่ได้ แต่ สมมติฐานเรื่อง “เวลานั่งที่ยืดเยื้อ” สอดรับกับแนวทางของหน่วยงานรัฐที่ระบุ “นั่งนานบนโถส้วม = ปัจจัยเสี่ยง”. PLOS+1

🧾 แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานภาครัฐ

  1. สถาบันโรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร และโรคไตแห่งชาติ (เอ็นไอดีดีเค [NIDDK], สังกัดสถาบันสุขภาพแห่งชาติ: เอ็นไอเอช [NIH]) — สาเหตุ/อาการ/การรักษาและการป้องกันริดสีดวงทวาร; ย้ำ “อย่านั่งโถส้วมนาน”. NIDDK+2NIDDK+2
  2. บริการสุขภาพแห่งชาติสหราชอาณาจักร (เอ็นเอชเอส [NHS]) — คำแนะนำการดูแลตนเอง/สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง รวมถึง “อย่าใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินต้องการ”. nhs.uk
  3. เอ็นเอชเอส อินฟอร์ม สกอตแลนด์ (NHS Inform Scotland) — ปัจจัยเสี่ยงหลัก: เบ่งจากท้องผูกเรื้อรังและใยอาหารต่ำ. NHS inform

อ้างถึงงานวิจัยใหม่: PLOS ONE 2025: ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สมาร์ตโฟนบนโถส้วมกับการพบริดสีดวงทวาร (โอกาสเพิ่ม ~46%) พร้อมบทสรุปโดยสำนักข่าวมหาวิทยาลัย/สื่อวิทยาศาสตร์. News-Medical+3PLOS+3PMC+3


หมายเหตุสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

เพื่อลดความเสี่ยง: อย่านั่งห้องน้ำนาน–เลี่ยงใช้โทรศัพท์บนโถส้วม, เพิ่มใยอาหารและดื่มน้ำ, และ อย่าฝืนเบ่ง ตามแนวทางของ เอ็นไอดีดีเค (NIDDK, เอ็นไอเอช [NIH]) และ เอ็นเอชเอส (NHS) หากมีเลือดออกหรือปวดรุนแรงควร พบแพทย์ ทันที. NIDDK+2NIDDK+2

Posted on

ผลวิจัยชี้! สมองเสื่อมช้าลงได้ หากคุณเปลี่ยน 7 พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

การเสื่อมถอยของสมองเมื่ออายุเพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่หลายคนหวั่นกลัว เพราะอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) หรือโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) แต่ข่าวดีคือ งานวิจัยขนาดใหญ่ล่าสุดพบว่า พฤติกรรมบางอย่างสามารถชะลอการเสื่อมของสมองได้จริง แม้ในผู้สูงอายุ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพายาราคาแพงหรือเทคโนโลยีขั้นสูง


🏃‍♂️ 1. การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ (Physical Activity)

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว โยคะ หรือว่ายน้ำ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งช่วยคงความสามารถในการเรียนรู้ ความจำ และสมาธิ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) และมหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami) พบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีการลดลงของสมองช้ากว่าผู้ไม่ออกกำลังกายถึง 10 ปี


🍎 2. การรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet)

อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนประกอบด้วย ผักผลไม้สด ธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains) น้ำมันมะกอก ปลา และถั่ว ซึ่งอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่ช่วยลดการอักเสบและป้องกันเซลล์สมองจากความเสียหาย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ยืนยันว่าอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และอัลไซเมอร์


📚 3. การใช้สมองอย่างต่อเนื่อง (Cognitive Engagement)

การอ่านหนังสือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือการเล่นเกมฝึกสมอง เช่น ปริศนาอักษรไขว้ (Crossword puzzles) และหมากรุก ช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง (Neural connections) ทำให้สมองยังคงตื่นตัวและแข็งแรง

งานวิจัยในวารสาร JAMA Neurology พบว่า ผู้สูงอายุที่มีพฤติกรรมกระตุ้นสมองบ่อย ๆ มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมต่ำลงถึง 29%


👥 4. การเข้าสังคมสม่ำเสมอ (Social Interaction)

การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือกลุ่มอาสาสมัคร ช่วยลดความเครียดและความเหงา ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสื่อมถอยของสมอง

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) รายงานว่า การสนทนาเพียง 10 นาทีต่อวันกับผู้อื่นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในระยะสั้นได้


😴 5. การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ (Quality Sleep)

การนอนอย่างเพียงพอและต่อเนื่องอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้สมองได้พักและฟื้นฟูระบบความจำ (Memory consolidation) รวมถึงล้างของเสียที่อาจสะสมและก่อให้เกิดโรคทางสมอง

ศูนย์วิจัยแห่งชาติว่าด้วยการนอนหลับของสหรัฐ (National Institute of Neurological Disorders and Stroke) แนะนำให้ควบคุมคุณภาพการนอนเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม


❤️ 6. การควบคุมโรคเรื้อรัง (Chronic Disease Management)

โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน (Diabetes), ความดันโลหิตสูง (Hypertension), และไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) มีความเชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อม หากควบคุมโรคเหล่านี้ได้ดี ก็สามารถชะลอการเสื่อมของสมองได้

ข้อมูลจาก National Institute on Aging ชี้ว่า การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันให้ปกติสามารถลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง 39%


💊 7. หลีกเลี่ยงสารเสพติดและแอลกอฮอล์ (Substance and Alcohol Avoidance)

สารเสพติด รวมถึงการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่อง จะทำลายเซลล์สมองโดยตรง ส่งผลให้สมองเสื่อมถอยเร็วขึ้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อมในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 65 ปี


🔎 สรุป: สมองเสื่อมไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ความเสื่อมถอยของสมองจะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ แต่จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีบทบาทสำคัญในการชะลอหรือป้องกันการเสื่อมถอยนั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ เพียงคุณใส่ใจสุขภาพกาย ใจ และพฤติกรรมประจำวันอย่างรอบด้าน


🔗 แหล่งอ้างอิง:

  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) – https://www.cdc.gov
  2. National Institute on Aging (NIA) – https://www.nia.nih.gov
  3. World Health Organization (WHO) – https://www.who.int
  4. Columbia University & University of Miami Study, JAMA Neurology, 2023
  5. University of Michigan Social Brain Study, 2022
  6. National Institute of Neurological Disorders and Stroke – https://www.ninds.nih.gov
Posted on

เลือกออกกำลังกายให้ตรงกับ “บุคลิกภาพ” เห็นผลไว สนุกกว่า และยั่งยืนกว่าเดิม

หลายคนมีปัญหาในการรักษาวินัยการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง “เคล็ดลับ” ไม่ได้อยู่ที่ความพยายามเท่านั้น แต่อยู่ที่การเลือก ประเภทการออกกำลังกายให้เหมาะกับบุคลิกของตัวเอง งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การจับคู่ระหว่างบุคลิกภาพกับประเภทของการออกกำลังกายสามารถเพิ่มความสนุก ความสม่ำเสมอ และประสิทธิภาพด้านสุขภาพได้จริง

🧠 เข้าใจบุคลิกภาพกับแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

บุคลิกภาพถูกศึกษาอย่างกว้างขวางในแง่ของแรงจูงใจ รวมถึงในเรื่องของการออกกำลังกายด้วย โดยเฉพาะโมเดล บุคลิกภาพ 5 ปัจจัย (Five-Factor Model) ได้แก่ เปิดรับประสบการณ์ใหม่, มีความรับผิดชอบ, เข้ากับคนง่าย, มีความมั่นคงทางอารมณ์ต่ำ (neuroticism) และชอบเข้าสังคม ซึ่งสามารถบอกได้ว่าคุณเหมาะกับรูปแบบการออกกำลังกายแบบใด

📌 งานวิจัยปี 2020 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology พบว่า คนที่มีลักษณะ ชอบเข้าสังคมและเปิดรับสิ่งใหม่ มักจะชอบกิจกรรมที่สนุกและมีความหลากหลาย เช่น กลุ่มเต้น หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ในขณะที่คนที่ มีความรับผิดชอบสูง มักจะเหมาะกับกิจกรรมที่มีโครงสร้าง เช่น เวทเทรนนิ่งหรือการวิ่งระยะไกล

🕺 คนที่ชอบเข้าสังคมเหมาะกับกิจกรรมกลุ่มและการออกกำลังกายที่มีพลัง

บุคลิกแบบ extrovert หรือคนชอบเข้าสังคม มักชื่นชอบสถานการณ์ที่มีผู้คนและพลังงานสูง กิจกรรมอย่าง แอโรบิก, Zumba, ปั่นจักรยานกลุ่ม หรือกีฬาทีม จะให้ความรู้สึกเหมือนงานสังสรรค์มากกว่าการออกกำลังกาย

📌 จากรายงานของ American Psychological Association (APA) คนกลุ่มนี้มีแนวโน้ม สนุกและยึดมั่นกับการออกกำลังกาย ได้ดีกว่าเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพื่อนร่วมออกกำลังและบรรยากาศคึกคัก

🧘 คนเก็บตัวชอบกิจกรรมเดี่ยวที่สงบและมีสติ

Introvert หรือคนเก็บตัว มักรู้สึกเหนื่อยจากสถานที่ที่มีเสียงดังหรือคนเยอะ พวกเขาจะรู้สึกดีกับการออกกำลังกายแบบ สงบและเป็นส่วนตัว เช่น โยคะ ว่ายน้ำ พิลาทิส หรือเดินเล่นในสวน

📌 งานวิจัยจาก National Institutes of Health (NIH) พบว่า โยคะและไทชิ ช่วยลดความเครียดและพัฒนาสุขภาพจิตในกลุ่มคนที่มีบุคลิกเก็บตัวและอารมณ์แปรปรวนได้ดี

🎯 คนมีระเบียบเหมาะกับกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจน

คนที่มีบุคลิกภาพแบบ conscientious (มีวินัยและเป้าหมาย) มักชอบกิจกรรมที่มีโครงสร้าง เช่น เวทเทรนนิ่ง HIIT หรือวิ่งระยะไกล เพราะสามารถวางแผนและวัดผลความก้าวหน้าได้

📌 งานศึกษาจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า คนที่มีบุคลิกภาพแบบมีวินัย จะมีแนวโน้มออกกำลังกายเป็นประจำมากขึ้น หากใช้เครื่องมือช่วยเช่น แอปพลิเคชันติดตามเป้าหมาย หรือสมุดจดการออกกำลังกาย

🌈 คนรักความแปลกใหม่ต้องการกิจกรรมที่หลากหลายและท้าทาย

ผู้ที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ (openness to experience) มักมองหาความแปลกใหม่และความท้าทาย จึงเหมาะกับการออกกำลังกายที่ หลากหลายและไม่ซ้ำเดิม เช่น ปีนเขา เต้นแนวสร้างสรรค์ ปาร์กัวร์ หรือศิลปะการต่อสู้

📌 งานวิจัยในวารสาร Psychology of Sport and Exercise ปี 2023 พบว่า คนกลุ่มนี้จะมีความ ผูกพันกับการออกกำลังกายมากขึ้น เมื่อกิจกรรมนั้นมีความเปลี่ยนแปลงและเปิดโอกาสให้แสดงตัวตน

💬 การจับคู่ออกกำลังกายกับบุคลิกภาพช่วยให้ยั่งยืน

การออกกำลังกายให้ตรงกับบุคลิกไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องจริงจัง

📌 งานศึกษาระยะยาวจาก Health Psychology Review พบว่า คนที่เลือกกิจกรรมที่ตรงกับบุคลิกภาพมีโอกาส ออกกำลังกายต่อเนื่องถึง 12 เดือน มากกว่าคนที่เลือกแบบทั่วไปถึง 2 เท่า

📌 นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) ยังแนะนำให้ประชาชนมี “แผนการออกกำลังกายแบบเฉพาะบุคคล” เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและลดอัตราการเลิกล้มกลางคัน

🧭 เริ่มต้นอย่างไรให้เหมาะกับคุณ

  • ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ เช่น แบบทดสอบ Big Five
  • 🔍 สำรวจตัวเอง ว่าคุณเคยชอบหรือไม่ชอบการออกกำลังกายแบบไหน
  • 🧪 ลองกิจกรรมใหม่ๆ แล้วสังเกตว่าคุณรู้สึกสนุกหรือไม่
  • 🎯 เชื่อมโยงกิจกรรมกับเป้าหมาย ความชอบนำไปสู่ความสม่ำเสมอ และความสม่ำเสมอคือกุญแจสู่ผลลัพธ์

บทสรุป: บุคลิกภาพคือกุญแจที่หลายคนมองข้าม

แทนที่จะฝืนตัวเองให้เข้ากับกิจกรรมที่ไม่เหมาะ ลองหันมาฟังเสียงภายในและเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะกับคุณเอง ผลลัพธ์คือความสนุก ความต่อเนื่อง และสุขภาพที่ดีในระยะยาว — เพราะเมื่อคุณชอบ คุณจะอยากทำ และเมื่อคุณทำอย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะสำเร็จ.

📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. American Psychological Association (APA) – “Personality Traits and Physical Activity Adherence”
  2. National Institutes of Health (NIH) – “Yoga and Mental Health: Personality-Based Outcomes”
  3. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) – “Personality, Goal Setting, and Physical Activity”
  4. U.S. Department of Health and Human Services (HHS) – Physical Activity Guidelines for Americans, 2nd edition
  5. Allen, M. S., & Laborde, S. (2020). The role of personality in sport and physical activity. Frontiers in Psychology
  6. Psychology of Sport and Exercise Journal – “Openness to Experience and Engagement in Novel Physical Activities” (2023)
  7. Health Psychology Review – “Tailoring Exercise Interventions Based on Personality Profiles” (2022)
Posted on

งานวิจัยชิ้นใหม่บ่งชี้: ดื่มกาแฟวันละ 1–3 แก้ว อาจช่วยให้สุขภาพดีจนถึงวัยชรา

งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ซึ่งเปิดเผยในการประชุมประจำปีของ American Society for Nutrition ที่เมืองออร์แลนโด สหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้หญิงวัยกลางคนที่ดื่มกาแฟคาเฟอีน 1–3 แก้วต่อวัน มีแนวโน้มสูงที่จะมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสมองเมื่อเข้าสู่วัยชรา โดยไม่มีโรคเรื้อรังใด ๆ

🔍 รายละเอียดของการศึกษา

  • นักวิจัยติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 47,000 คน เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี โดยใช้ข้อมูลจากโครงการ Nurses’ Health Study
  • กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงวัยกลางคนที่ถูกติดตามตั้งแต่ช่วงอายุ 50 ปี
  • การดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนเชื่อมโยงกับโอกาสในการมีสุขภาพดีในวัยชราสูงขึ้น
  • ไม่พบผลลัพธ์แบบเดียวกันจาก ชา, กาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน, หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนประเภทอื่น เช่น โคล่า

☕ ทำไมต้องเป็น “กาแฟ”?

ดร.เดวิด เกา (Dr. David Kao) จาก University of Colorado กล่าวว่าผลวิจัยนี้สอดคล้องกับงานก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่า กาแฟมีสารที่อาจมีผลต่อสุขภาพเกินกว่าคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านการอักเสบ

การศึกษาแม้จะเป็นเชิงสังเกต (observational study) ซึ่งยังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลโดยตรงได้ แต่ก็เป็นงานคุณภาพสูงที่ปรับปัจจัยรบกวนอื่น ๆ เช่น พฤติกรรม การกิน และสภาพแวดล้อมแล้ว

💡 ข้อควรระวัง

ดร.ซารา มาห์ดาวี (Dr. Sara Mahdavi) หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า:

  • แม้ผลลัพธ์ชี้ว่ากาแฟอาจส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว แต่ไม่ใช่คำแนะนำทั่วไปให้ทุกคนเริ่มดื่มกาแฟทันที
  • การตอบสนองต่อคาเฟอีนแตกต่างกันในแต่ละคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยหมดประจำเดือน หรือหญิงตั้งครรภ์
  • คาเฟอีนอาจอยู่ในร่างกายนานขึ้นในบางคน เนื่องจากเอสโตรเจนยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยสลายคาเฟอีนในตับ

✅ ใครควรระวังการดื่มกาแฟ?

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ควรจำกัดหรือเลี่ยงการบริโภคกาแฟ:

  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจ
  • วิตกกังวล
  • โรคนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ กาแฟไม่สามารถทดแทนพฤติกรรมสุขภาพอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกาย การนอนหลับให้เพียงพอ และการกินอาหารที่สมดุล

✨ บทสรุป

การดื่มกาแฟหรือดื่มคาเฟอีนอย่างพอเหมาะในวัยกลางคนอาจช่วยให้มีสุขภาพดีในระยะยาว ทั้งร่างกาย สมอง และจิตใจ อย่างไรก็ตาม ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ใช้การดื่มกาแฟนี้ทดแทนพฤติกรรมด้านสุขภาพพื้นฐานอื่น ๆ.


แหล่งอ้างอิง:

  • Mahdavi S. et al. American Society for Nutrition Annual Meeting 2024
Posted on

ความหวังใหม่! วิจัยล่าสุดชี้การออกกำลังกาย-อาหารต้านอักเสบ ช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

งานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอในการประชุมสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกา (ASCO) เปิดเผยแนวทางใหม่ในการรักษาและป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับสองในสหรัฐอเมริกา โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้ป่วยใหม่กว่า 150,000 ราย และเสียชีวิตเกือบ 53,000 ราย

📌 1. การออกกำลังกายลดความเสี่ยงมะเร็งกลับมาใหม่

งานวิจัยที่เผยแพร่ใน New England Journal of Medicine ติดตามผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เกือบ 900 ราย หลังรับเคมีบำบัด พบว่า:

  • กลุ่มที่ได้รับคำปรึกษาด้านการออกกำลังกาย มีอัตรารอดพ้นโรค 5 ปีสูงถึง 80%
  • เทียบกับกลุ่มที่ได้รับแค่เอกสารแนะนำ ซึ่งมีอัตรารอด 74%
  • ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือตรวจพบมะเร็งใหม่ลง 28%
  • หรือป้องกันได้ 1 คนในทุก 16 คนที่ป่วย

ดร.คริสโตเฟอร์ บูธ ผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า “ประโยชน์จากการออกกำลังกายใกล้เคียงหรือเหนือกว่าการรักษาด้วยยาราคาแพงบางตัว”

🍵 2. อาหารต้านอักเสบช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยระยะที่ 3

อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่า:

  • ผู้ที่รับประทานอาหารต้านการอักเสบ (ผักใบเขียว ชา กาแฟ) และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • มีความเสี่ยงเสียชีวิตลดลงถึง 63% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินอาหารอักเสบสูง (เนื้อแดง แป้งขัดขาว น้ำตาล) และไม่ค่อยออกกำลังกาย

ดร.ซารา ชาร์ ผู้นำการวิจัยกล่าวว่า การอักเสบอาจเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่เชื่อมโยงพฤติกรรมการกินกับการเกิดมะเร็งในคนอายุน้อย ซึ่งแนวโน้มพบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

💊 3. ยาใหม่จาก Pfizer ช่วยผู้ป่วยระยะลุกลาม

Pfizer นำเสนอข้อมูลยา Braftovi ซึ่งใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดและแอนติบอดี โดยสามารถ:

  • เพิ่มระยะเวลาการมีชีวิตอยู่จากเฉลี่ย 15 เดือนเป็น 30 เดือน
  • เหมาะกับผู้ป่วยที่มีการกลายพันธุ์ของยีนเฉพาะ ซึ่งตรวจพบได้ง่าย

Pfizer เตรียมยื่นขออนุมัติขยายการใช้ยานี้จากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA)

🔍 บทสรุป: รูปแบบการใช้ชีวิตมีผลต่อผลลัพธ์การรักษา

ทั้งสามงานวิจัยชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องพึ่งแค่ยา แต่ พฤติกรรมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายและโภชนาการ เป็น “แนวทางที่ทำได้จริงและยั่งยืน”


แหล่งอ้างอิง:

  • American Society of Clinical Oncology (ASCO), June 2025
  • New England Journal of Medicine