Posted on

🧠งานวิจัยชี้ ผู้มีความบกพร่องทางพัฒนาการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ยาก

ผลการศึกษาระดับชาติจากสหรัฐอเมริกาล่าสุดเผยให้เห็นประเด็นสำคัญด้านสุขภาพจิตของผู้ใหญ่ที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการ (Intellectual and Developmental Disabilities: IDDs) โดยพบว่ากลุ่มนี้มีอัตราโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก และยังเผชิญอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายและการเข้าถึงบริการรักษาสุขภาพจิต

นักวิจัยระบุว่า ปัญหานี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ และชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาบริการสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ เท่าเทียม และเหมาะสมกับผู้มีความพิการ

📊 วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใหญ่กว่า 44,000 คน

การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Health Interview Survey: NHIS) ระหว่างปี 2021–2023 ครอบคลุมผู้ใหญ่ 44,478 คน ซึ่งเป็นตัวแทนประชากรผู้ใหญ่กว่า 134 ล้านคน

  • ผู้ใหญ่ที่มี IDDs: 796 คน
  • ผู้ใหญ่ไม่มีข้อจำกัดด้านการทำงาน: 43,682 คน

ผลการวิเคราะห์พบความแตกต่างชัดเจนในด้านสุขภาพจิต การใช้ยา และการเข้าถึงบริการรักษา

😟 ผู้มี IDDs เสี่ยงซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงกว่าหลายเท่า

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มี IDDs มีอัตราการวินิจฉัยโรคทางจิตสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก

📈 ตัวเลขสำคัญ

  • โรควิตกกังวล
    • IDDs: 57.2%
    • คนทั่วไป: 10.6%
  • ภาวะซึมเศร้า
    • IDDs: 57.1%
    • คนทั่วไป: 9.9%

กล่าวได้ว่า ผู้ใหญ่ที่มี IDDs มีโอกาสเผชิญภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลมากกว่าคนทั่วไป มากกว่า 9 เท่า

⚠️ อาการเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงกว่า

  • วิตกกังวลทุกวัน: 50.8% (คนทั่วไป 7.9%)
  • ซึมเศร้าทุกวัน: 25.6% (คนทั่วไป 1.4%)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาระทางสุขภาพจิตที่หนักและต่อเนื่องในกลุ่มผู้มี IDDs

💊 ใช้ยามากขึ้น แต่การบำบัดยังไม่เพียงพอ

แม้ผู้มี IDDs จะได้รับการรักษาด้วยยาในอัตราสูง แต่การเข้าถึงการบำบัดทางจิต เช่น การให้คำปรึกษา (counseling) หรือจิตบำบัด (therapy) ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง

📌 การใช้ยา

  • ยาคลายกังวล: 41.7% (คนทั่วไป 8.6%)
  • ยารักษาซึมเศร้า: 38.2% (คนทั่วไป 6.0%)

🗣️ การเข้ารับการบำบัดในรอบ 1 ปี

  • IDDs: 41.4%
  • คนทั่วไป: 9.0%

นักวิจัยชี้ว่า ระบบสุขภาพยังพึ่งพาการรักษาด้วยยาเป็นหลัก ขณะที่การบำบัดที่ปรับให้เหมาะกับผู้มี IDDs ยังมีจำกัด

🚧 ค่าใช้จ่ายและระบบบริการ เป็นอุปสรรคสำคัญ

งานวิจัยพบว่า ผู้ใหญ่ที่มี IDDs มีโอกาสเลื่อนหรือยกเลิกการรับการบำบัดเนื่องจากค่าใช้จ่าย มากกว่าคนทั่วไปกว่า 5 เท่า

🔎 ปัญหาที่พบในการเข้าถึงบริการ

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เข้าใจผู้มี IDDs มีน้อย
  • ระยะเวลารอคิวนาน
  • ปัญหาการเดินทาง
  • ระบบบริการซับซ้อน
  • ประกันสุขภาพครอบคลุมไม่เพียงพอ

ครอบครัวจำนวนมากต้องจ่ายค่ารักษาเอง และไม่สามารถหาผู้เชี่ยวชาญที่รับประกันสุขภาพภาครัฐได้

⚠️ กระทบคุณภาพชีวิต และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลส่งผลกระทบต่อหลายด้าน เช่น

  • คุณภาพชีวิตลดลง
  • การเข้าสังคมยากขึ้น
  • ความสามารถในการทำงานลดลง

งานวิจัยก่อนหน้ายังพบว่า ผู้พิการมีแนวโน้มมีความคิดฆ่าตัวตายสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งยิ่งเน้นย้ำความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่เหมาะสม

🧩 ปัญหาเชิงระบบ: ผู้มี IDDs ยังถูกมองข้าม

นักวิจัยระบุว่า ความเหลื่อมล้ำนี้เกิดจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น

  • เครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิตไม่เหมาะกับผู้มี IDDs
  • การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน (Diagnostic overshadowing)
  • ขาดบริการที่เหมาะสมกับพัฒนาการ
  • การวิจัยและนโยบายไม่ครอบคลุมผู้มีความพิการ

ทำให้ผู้ใหญ่กลุ่มนี้ยังคงถูกมองข้ามในระบบสุขภาพจิต

🏛️ แนวทางพัฒนา: สร้างระบบสุขภาพจิตที่เท่าเทียม

นักวิจัยเสนอแนวทางสำคัญเพื่อแก้ปัญหา ได้แก่

✅ ปรับนโยบายและระบบบริการ

  • เพิ่มการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษา
  • ขยายเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้าน IDDs
  • ส่งเสริมบริการบำบัดที่เข้าถึงง่าย

✅ พัฒนาการวิจัยและฐานข้อมูล

  • บันทึกข้อมูลความพิการในระบบสุขภาพ
  • พัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาพจิตเฉพาะกลุ่ม
  • สนับสนุนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม

✅ พัฒนาศักยภาพบุคลากร

  • ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้มี IDDs
  • ส่งเสริมแนวคิด “การดูแลที่คำนึงถึงความพิการ” (Disability-informed care)

🧾 สรุป

ผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการเผชิญภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก พร้อมทั้งอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายและการเข้าถึงบริการรักษา

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ระบบสาธารณสุข นักวิจัย และสังคม เพื่อสร้างระบบสุขภาพจิตที่เท่าเทียม เข้าถึงได้ และเหมาะสมกับทุกคน

📚 แหล่งที่มา

Osuna AR, Kennedy I, et al. (2026). Anxiety, Depression, and Care Barriers in Adults With Intellectual and Developmental Disabilities. JAMA Network Open. Published February 20, 2026.

National Health Interview Survey (NHIS), United States, 2021–2023.

📌 Disclaimer ข่าวงานวิจัย ( Coohfey.com)

เนื้อหาบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพและการวิจัยทางวิชาการแก่สาธารณชนทั่วไป โดยสรุปและเรียบเรียงจากงานวิจัยต้นฉบับเพื่อให้เข้าใจง่าย ไม่ได้มีเจตนาใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาใด ๆ

ผู้อ่านควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนเองหรือผู้อื่น ข้อมูลในบทความอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความก้าวหน้าทางวิชาการ นโยบายสาธารณสุข และบริบทของแต่ละประเทศ

เว็บไซต์ Coohfey.com ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายหรือผลกระทบใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลในบทความนี้ไปใช้โดยตรงโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ.


📌 Disclaimer

This article is provided for educational and informational purposes only. It summarizes and interprets findings from academic research to improve public understanding and is not intended to replace professional medical advice, diagnosis, or treatment.

Readers should consult qualified healthcare professionals regarding any medical concerns or decisions. Information may evolve as new research, policies, and clinical guidelines emerge.

Coohfey.com assumes no responsibility for any consequences arising from the use of the information provided without professional consultation.