Posted on

📰งานวิจัยชี้ ผู้ชายมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงถึง 63%

ผลการศึกษาทางการแพทย์ล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาเผยว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน แม้จะนำปัจจัยด้านพฤติกรรม สุขภาพ และฐานะทางสังคมมาวิเคราะห์ร่วมด้วยแล้วก็ตาม นักวิจัยชี้ว่า ความแตกต่างนี้อาจเกี่ยวข้องกับ “ปัจจัยทางชีววิทยา” เช่น ฮอร์โมนเพศ ระบบภูมิคุ้มกัน และกระบวนการชราภาพของร่างกาย

🔎 งานวิจัยนี้ศึกษาประเด็นอะไร?

นักวิจัยตั้งคำถามว่า
👉 เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างในอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และจาก 9 สาเหตุหลักของการเสียชีวิตหรือไม่

🧾 สาเหตุการเสียชีวิตหลักที่นำมาวิเคราะห์

  • โรคหัวใจ
  • โรคมะเร็ง
  • โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
  • อุบัติเหตุ
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคอัลไซเมอร์
  • โรคเบาหวาน
  • ไข้หวัดใหญ่และปอดบวม
  • โรคไต

🧪 วิธีการศึกษาโดยสรุป

  • ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHANES)
  • ผู้เข้าร่วม 47,056 คน อายุ 20 ปีขึ้นไป
  • ติดตามข้อมูลการเสียชีวิตถึงปี 2019

⚙️ ปัจจัยที่นำมาปรับในการวิเคราะห์

เพื่อให้ผลลัพธ์แม่นยำ นักวิจัยได้ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • อายุ เชื้อชาติ รายได้ ระดับการศึกษา
  • พฤติกรรมสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์
  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

📊 ผลการศึกษา: ผู้ชายเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่า 63%

🔢 ผลลัพธ์สำคัญ

  • ผู้ชายมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ สูงกว่าผู้หญิง 63%
  • ความแตกต่างมากที่สุดพบในผู้เสียชีวิตจาก โรคหัวใจ โดยผู้ชายมีความเสี่ยงเกือบ 2 เท่า

🫀 โรคที่ผู้ชายมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่า

  • โรคหัวใจ
  • โรคมะเร็ง
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคเบาหวาน

ผลลัพธ์เหล่านี้ยังคงพบ แม้จะควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงและโรคประจำตัวแล้ว

🌍 ความแตกต่างตามเชื้อชาติและรายได้

🧑‍🤝‍🧑 เชื้อชาติ

  • ผู้ชายผิวขาวและผิวดำ มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิง 1.6–2.1 เท่า
  • ในกลุ่มฮิสแปนิกและเชื้อชาติอื่น ไม่พบความแตกต่างชัดเจน

💰 รายได้

  • ช่องว่างการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองสูงที่สุดในกลุ่มรายได้น้อย
  • ความแตกต่างจากอุบัติเหตุพบมากในกลุ่มรายได้ระดับกลาง

🧬 ทำไมผู้ชายจึงเสียชีวิตมากกว่า? นักวิจัยชี้ปัจจัยทางชีววิทยา

แม้พฤติกรรมสุขภาพระหว่างเพศจะใกล้เคียงกันมากขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ความต่างของอัตราการเสียชีวิตยังคงอยู่ ซึ่งอาจอธิบายได้ด้วยปัจจัยทางชีววิทยา ได้แก่

🧪 ฮอร์โมนเพศ

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงช่วยปกป้องหัวใจและหลอดเลือด
  • ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในผู้ชายมีผลต่อสุขภาพหัวใจทั้งด้านบวกและความเสี่ยง

🧬 ระบบภูมิคุ้มกัน

  • ผู้หญิงมีโครโมโซม X สองชุด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองได้ดีขึ้น
  • ยีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันทำงานมากกว่าในผู้หญิง

⏳ ความชราเชิงชีวภาพ

  • ผู้หญิงมีเทโลเมียร์ยาวกว่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก่ช้ากว่า
  • อายุชีวภาพของผู้หญิงมักต่ำกว่าผู้ชายในช่วงวัยเดียวกัน

🚬 พฤติกรรมเสี่ยงระหว่างเพศลดลง แต่ช่องว่างการเสียชีวิตยังอยู่

ในอดีต ผู้ชายมีพฤติกรรมเสี่ยงสูงกว่า เช่น สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ช่องว่างนี้ลดลงมากแล้ว

  • ปี 1965: ผู้ชายสูบบุหรี่ 51% ผู้หญิง 34%
  • ปี 2023: ผู้ชาย 13% ผู้หญิง 9%

อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตยังคงแตกต่าง ซึ่งยิ่งสนับสนุนบทบาทของปัจจัยทางชีววิทยา

⚠️ ข้อจำกัดของการศึกษา

  • ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพมาจากการรายงานตนเอง อาจคลาดเคลื่อน
  • ไม่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตลอดชีวิต
  • อาจมีผู้เสียชีวิตนอกสหรัฐฯ ที่ไม่ถูกบันทึก

📌 สรุป: ความต่างระหว่างเพศยังเป็นปัจจัยสำคัญต่ออายุขัย

งานวิจัยนี้ยืนยันว่า
✅ ผู้ชายมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงในหลายสาเหตุ
✅ ความแตกต่างยังคงอยู่ แม้ควบคุมพฤติกรรมและปัจจัยสังคมแล้ว
✅ ปัจจัยทางชีววิทยา เช่น ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และการชราภาพ อาจมีบทบาทสำคัญ

นักวิจัยเสนอให้มีการศึกษาต่อเกี่ยวกับความแตกต่างทางชีววิทยาระหว่างเพศ เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณสุขและแนวทางป้องกันโรคที่เหมาะสมกับแต่ละเพศมากขึ้น

📚 แหล่งที่มา

Francis J, Jackson SS, et al. (2026). Sex and All-Cause Mortality in the US, 1999 to 2019. JAMA Network Open. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.56299
National Health and Nutrition Examination Survey (NHANES)
National Death Index (NDI)

⚠️ Disclaimer ข่าวสุขภาพ (Health News Disclaimer)

ข้อมูลด้านสุขภาพในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้และเผยแพร่ข่าวสารจากงานวิจัยทางวิชาการเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเพื่อใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

แม้ว่าบทความจะอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และงานวิจัยที่ผ่านการเผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ แต่ข้อมูลทางการแพทย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามหลักฐานใหม่ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการนำข้อมูลไปใช้ และควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง

เว็บไซต์ Coohfey.com และผู้เขียนบทความไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลในบทความนี้ไปใช้โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์.