ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) มักได้รับคำแนะนำเรื่องการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะ “การกินโปรตีน” เพราะโปรตีนมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานของไต แต่คำถามสำคัญคือ ควรกินมากแค่ไหนจึงจะเหมาะสม และการลดโปรตีนจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่
งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร JAMA Network Open พบว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 4 ที่รับประทานโปรตีนในระดับ “พอเหมาะ” หรือไม่เกิน 1.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน อาจมีโอกาสต้องฟอกไตลดลง โดยไม่พบผลเสียด้านโภชนาการอย่างชัดเจน
🔬 ศึกษาติดตามนานถึง 15 ปี
งานวิจัยนี้ดำเนินการในประเทศIsrael โดยติดตามผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 4 จำนวน 1,441 คน ตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2022 รวมระยะเวลาสูงสุดถึง 15 ปี
ผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ยประมาณ 67 ปี และประมาณ 35% เป็นผู้หญิง
นักวิจัยใช้วิธีประเมินปริมาณโปรตีนที่แม่นยำกว่าการสอบถามทั่วไป โดยใช้การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจวัดไนโตรเจนที่ร่างกายขับออกมา ซึ่งสามารถสะท้อนปริมาณโปรตีนที่รับประทานจริงได้ค่อนข้างดี
จากนั้นแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่รับประทานโปรตีนน้อยกว่า 1.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน
- กลุ่มที่รับประทานโปรตีนตั้งแต่ 1.0 กรัม/กิโลกรัม/วันขึ้นไป
📉 ผลลัพธ์ชัดเจน: กลุ่มกินโปรตีนน้อยกว่า มีโอกาสฟอกไตน้อยกว่า
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่รับประทานโปรตีนน้อยกว่า 1.0 g/kg/day มีความเสี่ยงลดลงในผลลัพธ์รวม ได้แก่
- การทำงานของไตลดลงมากกว่า 50%
- การเริ่มฟอกไตระยะยาว
- การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ
โดยรวมแล้ว ความเสี่ยงลดลงประมาณ 23%
และที่น่าสนใจคือ ความเสี่ยงในการ “เริ่มฟอกไต” ลดลงประมาณ 35% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานโปรตีนมากกว่า
นักวิจัยระบุว่า จุดเด่นสำคัญอยู่ที่การช่วยชะลอการเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งอาจช่วยลดภาระทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขในระยะยาว
🍽️ ลดโปรตีนแล้วจะขาดสารอาหารไหม?
นี่คือข้อกังวลสำคัญของผู้ป่วยจำนวนมาก
หลายคนกลัวว่า หากลดการกินโปรตีนลง อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือเกิดภาวะขาดสารอาหาร
แต่ผลการศึกษานี้พบว่า ผู้ที่รับประทานโปรตีนในระดับต่ำกว่า 1.0 g/kg/day ไม่ได้มีตัวชี้วัดด้านโภชนาการแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวคือ ไม่พบความแตกต่างชัดเจนในเรื่อง
- ภาวะทุพโภชนาการ
- ภาวะกล้ามเนื้อลดลง
- ตัวบ่งชี้ทางโภชนาการในเลือด
นักวิจัยอธิบายว่า ความเสี่ยงด้านโภชนาการมักพบในกรณีที่จำกัดโปรตีน “มากเกินไป” เช่น ต่ำกว่า 0.6 g/kg/day หรือในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมหลายอย่าง มากกว่าการลดแบบพอเหมาะ
⚖️ ทำไมตัวเลข 1.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน จึงสำคัญ
แนวทางเดิมหลายฉบับมักแนะนำให้ผู้ป่วย CKD จำกัดโปรตีนไว้ที่ประมาณ 0.6–0.8 g/kg/day
แต่ในชีวิตจริง หลายคนทำได้ยาก และหากลดมากเกินไปอาจกระทบคุณภาพชีวิต
งานวิจัยนี้พบว่า ระดับประมาณ 1.0 g/kg/day อาจเป็น “จุดสมดุล” ที่ช่วยทั้ง
- ลดความเสี่ยงโรคไตแย่ลง
- ลดโอกาสฟอกไต
- ไม่เพิ่มความเสี่ยงขาดสารอาหาร
- ทำได้จริงในระยะยาว
จึงอาจเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับการดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวันมากกว่า
🏥 การติดตามอาหารยังเป็นเรื่องสำคัญ
นักวิจัยยังพบว่า การใช้การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีประเมินการกินโปรตีนที่แม่นยำ ยังถูกใช้น้อยในระบบดูแลผู้ป่วยโรคไต
ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีข้อมูลส่วนนี้ ทำให้ยากต่อการวางแผนโภชนาการแบบเฉพาะบุคคล
สิ่งนี้สะท้อนว่า การดูแลโรคไตไม่ควรเน้นแค่เรื่องยาเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการติดตามด้านอาหารอย่างต่อเนื่องด้วย
🧠 สรุปสำหรับผู้ป่วยโรคไต
งานวิจัยนี้สนับสนุนแนวคิดสำคัญว่า
“ผู้ป่วยโรคไต ไม่จำเป็นต้องงดโปรตีนทั้งหมด แต่ควรกินอย่างพอดี”
ระดับที่เหมาะสมอาจอยู่ที่ประมาณ
ไม่เกิน 1.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสต้องฟอกไตในอนาคต โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงขาดสารอาหาร หากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และนักกำหนดอาหาร
การดูแลโรคไตจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของยา แต่รวมถึง “การกินอย่างเหมาะสม” ที่อาจช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีความหมาย
⚠️ Disclaimer (ข้อจำกัดความรับผิดชอบ)
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปและนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์สำหรับการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรืออยู่ระหว่างการรักษา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหารหรือจำกัดโปรตีนด้วยตนเอง
ผลการวิจัยอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะสุขภาพของแต่ละบุคคล.
📚 แหล่งที่มา
Beberashvili I, et al. Protein Intake and Kidney Outcomes in Nondialysis Chronic Kidney Disease Over 15 Years. JAMA Network Open. Published April 28, 2026. doi:10.1001/jamanetworkopen.2026.9575
📖 License
บทความต้นฉบับนี้เผยแพร่ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution License (CC-BY)
© 2026 Beberashvili I et al.
อนุญาตให้นำไปใช้ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อได้ โดยต้องระบุแหล่งที่มาอย่างเหมาะสมตามเงื่อนไขของ CC-BY License.
