Posted on

🧪 งานวิจัยใหม่ชี้ “เบอร์เบอรีน” ปลอดภัย แต่ยังไม่ช่วยลดไขมันพอกตับและไขมันช่องท้อง

🧬 เบอร์เบอรีนคืออะไร และทำไมคนสนใจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เบอร์เบอรีน (Berberine) ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืช ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะตัวช่วยด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภาวะอ้วน ไขมันในเลือดสูง หรือปัญหาด้านเมตาบอลิซึม หลายคนเชื่อว่าเบอร์เบอรีนอาจช่วยลดไขมันสะสม ลดน้ำหนัก หรือช่วยเรื่องไขมันพอกตับได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางการแพทย์ยังให้ผลไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ ยังไม่เป็นเบาหวาน ล่าสุดจึงมีการศึกษาขนาดใหญ่เพื่อหาคำตอบว่า เบอร์เบอรีนช่วยลดไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้จริงหรือไม่

❓ คำถามสำคัญของงานวิจัย

นักวิจัยตั้งคำถามว่า
การใช้เบอร์เบอรีนเป็นเวลา 6 เดือน จะช่วยลดไขมันช่องท้อง (ไขมันลึกในช่องท้อง) และไขมันพอกตับได้หรือไม่
ในผู้ที่มี

  • ภาวะอ้วน
  • โรคไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม (MASLD)
  • แต่ ยังไม่เป็นโรคเบาหวาน

🧑‍⚕️ วิธีการศึกษา: ทดลองจริง เปรียบเทียบชัดเจน

การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก และปกปิดทั้งผู้ป่วยและแพทย์

  • ผู้เข้าร่วม 337 คน
  • อายุเฉลี่ยประมาณ 42 ปี
  • ทุกคนเป็นโรคอ้วนและมีไขมันพอกตับ แต่ไม่มีเบาหวาน
  • ดำเนินการในโรงพยาบาล 11 แห่งในประเทศจีน

ผู้เข้าร่วมถูกสุ่มให้รับ

  • 💊 เบอร์เบอรีน ขนาด 1 กรัมต่อวัน
  • 💊 ยาหลอก

ติดตามผลนาน 6 เดือน และใช้การตรวจ CT scan เพื่อวัด

  • ปริมาณไขมันช่องท้อง
  • ปริมาณไขมันในตับ

📊 ผลลัพธ์หลัก: ไขมันไม่ลด แต่ปลอดภัย

ผลการศึกษาออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า

  • 🔹 เบอร์เบอรีนไม่สามารถลดไขมันช่องท้องได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • 🔹 ไม่ช่วยลดไขมันพอกตับ เมื่อเทียบกับยาหลอก

กล่าวคือ แม้จะรับประทานต่อเนื่องนาน 6 เดือน ผลลัพธ์ด้าน “ไขมันหลัก” ที่หลายคนคาดหวัง ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ได้รับยา

อย่างไรก็ตาม

  • ✅ อัตราผลข้างเคียง ไม่สูงกว่ายาหลอก
  • สะท้อนว่า เบอร์เบอรีนมีความปลอดภัยค่อนข้างดี ในกลุ่มนี้

🫀 ผลดีที่พบเพิ่มเติม: ไขมันเลวและการอักเสบลดลง

แม้จะไม่ช่วยลดไขมันพอกตับหรือไขมันช่องท้อง แต่นักวิจัยพบผลดีบางด้าน ได้แก่

  • 🔻 LDL cholesterol (ไขมันเลว) ลดลง
  • 🔻 Apolipoprotein B (apoB) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคหัวใจ ลดลง
  • 🔻 hs-CRP ตัวชี้วัดการอักเสบในร่างกาย ลดลงเล็กน้อย

ผลเหล่านี้บ่งชี้ว่า เบอร์เบอรีนอาจมีบทบาทในการ
👉 ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
แม้จะยังไม่ช่วยลดไขมันสะสมในตับหรือช่องท้องโดยตรง


🔍 ทำไมผลต่างจากงานวิจัยบางชิ้นในอดีต

นักวิจัยอธิบายว่า งานวิจัยก่อนหน้าที่พบว่าเบอร์เบอรีนช่วยลดไขมันตับได้ มักศึกษาในกลุ่มที่

  • เป็นเบาหวาน
  • มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • หรือมีภาวะไขมันพอกตับรุนแรงกว่า

ขณะที่การศึกษานี้เน้นผู้ที่ ยังไม่เป็นเบาหวาน และมีความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมในระดับที่ไม่รุนแรงมาก
จึงเป็นไปได้ว่า
👉 ประสิทธิผลของเบอร์เบอรีนอาจขึ้นกับความรุนแรงของโรคตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีระดับการอักเสบในร่างกายสูง (hs-CRP สูง) อาจตอบสนองต่อเบอร์เบอรีนได้ดีกว่า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต


⚠️ ข้อจำกัดที่ควรรู้

งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น

  • ข้อมูลไขมันตับบางส่วนไม่สามารถวิเคราะห์ได้จากภาพ CT
  • ผลลัพธ์ด้านไขมันในเลือดและการอักเสบเป็นผลรอง จึงยังไม่ควรสรุปเป็นข้อแนะนำทางการแพทย์โดยตรง

✅ สรุปสั้น ๆ สำหรับผู้อ่าน

งานวิจัยนี้สรุปว่า

  • ✔️ เบอร์เบอรีนมีความปลอดภัย ในผู้ที่อ้วนและมีไขมันพอกตับ แต่ยังไม่เป็นเบาหวาน
  • ยังไม่พบว่าสามารถลดไขมันช่องท้องหรือไขมันพอกตับได้จริง
  • 🔎 อาจมีประโยชน์บางด้านต่อไขมันในเลือดและการอักเสบ ซึ่งต้องศึกษาเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่หวังใช้เบอร์เบอรีนเพื่อลดไขมันตับหรือไขมันสะสม งานวิจัยนี้ชี้ว่า ยังไม่ควรคาดหวังผลในจุดนั้นมากนัก และการดูแลสุขภาพพื้นฐาน เช่น การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ

📚 แหล่งอ้างอิง

  • Lei L, Wang B, Zhao X, et al. Berberine and Adiposity in Diabetes-Free Individuals With Obesity and MASLD. JAMA Network Open. Published January 16, 2026. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.54152
  • งานวิจัยนี้เป็นบทความแบบ Open Access ภายใต้สัญญาอนุญาต CC-BY-NC-ND License

⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ(Disclaimer)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำเสนอข้อมูลเชิงข่าวและความรู้จากงานวิจัยทางวิชาการเท่านั้น มิได้มีเจตนาเพื่อใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

ข้อมูลที่นำเสนอเป็นการสรุปและตีความจากงานวิจัยต้นฉบับ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดตามบริบทของการศึกษา เช่น กลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา หรือเงื่อนไขการทดลอง ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกบุคคลหรือทุกสถานการณ์

ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความนี้เพื่อการตัดสินใจด้านสุขภาพด้วยตนเอง หากมีข้อสงสัย อาการเจ็บป่วย หรือกำลังพิจารณาการใช้ยา อาหารเสริม หรือแนวทางการรักษาใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนเสมอ

เว็บไซต์ Coohfey.com และผู้เขียนบทความไม่ขอรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลในบทความนี้ไปใช้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม.

Posted on

🧃 งานวิจัยชี้เครื่องดื่มหวานและไดเอท เพิ่มความเสี่ยงไขมันพอกตับถึง 60% – องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนเลี่ยงสารให้ความหวานเทียม

งานวิจัยเชิงระบาดวิทยาขนาดใหญ่ที่นำเสนอในการประชุม United European Gastroenterology (UEG) Week 2025 ชี้ว่า การดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มหวาน (SSBs) วันละราว 1 กระป๋อง (≈ 250 มล.) เพิ่มความเสี่ยงโรคไขมันพอกตับชนิดเมตาบอลิก (MASLD) ประมาณ 50% และที่น่าตกใจคือ เครื่องดื่ม “ไดเอท/หวานน้อยด้วยสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (LNSSBs)) เพิ่มความเสี่ยงได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับผู้ดื่มน้อยมากหรือไม่ดื่มเลย EurekAlert!+2News-Medical+2

หมายเหตุคำศัพท์: ปัจจุบัน “ไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (NAFLD)” ได้ปรับชื่อใหม่เป็น ไขมันพอกตับชนิดเมตาบอลิก (MASLD) ตามฉันทามติหลายสมาคมโรคตับนานาชาติในปี 2023 เพื่อสะท้อนบทบาทของปัจจัยเมตาบอลิก (อ้วนลงพุง ดื้อต่ออินซูลิน ฯลฯ) เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของโรคนี้ AASLD+2journal-of-hepatology.eu+2

📈 งานวิจัยพบอะไรบ้าง (Key findings)

  • ผู้เข้าร่วมเกือบ 1.24 แสนคน ติดตามยาวนาน ~10 ปี: การบริโภค > 250 กรัม/วัน ของ LNSSBs และ SSBs สัมพันธ์กับความเสี่ยง MASLD สูงขึ้น 60% (HR≈1.60) และ 50% (HR≈1.47) ตามลำดับ; การแทนที่ด้วย “น้ำเปล่า” ลดความเสี่ยงลงราว 13–15% EurekAlert!+1
  • บางสื่อสรุปผลเบื้องต้นตรงกันว่า “กระป๋องเดียวก็เสี่ยง”: รายงานข่าววิทยาศาสตร์ยอดนิยมสรุปสาระสำคัญเดียวกัน (แต่โปรดอ้างอิงต้นทางงานวิจัยเป็นหลัก) Medical News Today+1

🧠 ทำไม “ไดเอท” ถึงเสี่ยง? (กลไกที่เป็นไปได้)

แม้ ไดเอทโซดา ไม่มีน้ำตาล แต่การศึกษาชี้สมมติฐานหลายด้าน เช่น

  • ผลต่อ ไมโครไบโอมลำไส้ และสัญญาณความอิ่ม อาจกระตุ้น ความอยากรสหวาน และการกินเกินความต้องการ
  • ผลต่อ อินซูลิน/เมตาบอลิซึม ทำให้เกิดการสะสมไขมันที่ตับในระยะยาว
    หลักฐานเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางของ องค์การอนามัยโลก(WHO) ที่ ไม่แนะนำ ใช้ สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (NSS) เพื่อควบคุมน้ำหนักระยะยาว เพราะข้อมูลระยะยาวชี้ประโยชน์จำกัดและอาจมีความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึมอื่น ๆ World Health Organization+2World Health Organization+2

🏥 ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

  • MASLD/NAFLD เป็นโรคตับเรื้อรังที่พบบ่อยมากทั่วโลกและในไทย หากเป็น NASH (มีการอักเสบ) เสี่ยงพัฒนาเป็น พังผืด/ตับแข็ง/มะเร็งตับ ได้ NIDDK
  • งานทบทวนในไทยพบความชุก NAFLD ในประชากรไทย รายงานกว้างตั้งแต่ราว 25–67% สะท้อนภาระโรคที่สูงและแตกต่างตามกลุ่มตัวอย่าง/วิธีตรวจคัดกรอง PMC
  • หน่วยงานไทยเน้น “ลดหวาน–เลี่ยงเครื่องดื่มหวานจัด”: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะเลี่ยงเครื่องดื่มหวาน ลดน้ำตาลเพื่อป้องกันอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ และ แนวทางไทย มักแนะนำ น้ำตาลไม่เกิน ~6 ช้อนชา/วัน สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป (≈ 24 กรัม) anamai.moph.go.th+1

🧪 หลักฐานเสริม: ความเสี่ยงโรคตับรุนแรงจาก “น้ำตาลในเครื่องดื่ม”

งานตามกลุ่มประชากรหญิงสูงอายุในสหรัฐฯ ชี้ว่า การดื่มเครื่องดื่มหวานทุกวัน เชื่อมโยงกับความเสี่ยง มะเร็งตับ และ เสียชีวิตจากโรคตับเรื้อรัง สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แม้ยังไม่ใช่เหตุ–ผลโดยตรง) หนุนภาพรวมว่าการลดน้ำตาลจากเครื่องดื่มเป็นมาตรการสำคัญด้านสุขภาพตับ Health

🛡️ ทำอย่างไรให้ “ตับ” ปลอดภัยขึ้น (คำแนะนำเชิงปฏิบัติ)

  1. เปลี่ยนทุกวันให้จืดขึ้น: เลือก น้ำเปล่า/โซดาเปล่า/ชาสมุนไพรไม่หวาน แทนโซดาหวานหรือไดเอท เบื้องต้นงานวิจัยพบว่าการ แทนด้วยน้ำ ลดความเสี่ยง MASLD ได้ราว 13–15% EurekAlert!
  2. อ่านฉลากน้ำตาล: ใช้แนวคิด “น้ำตาลรวมต่อหน่วยบริโภค” และยึด คำแนะนำกรมอนามัย “ไม่เกิน ~6 ช้อนชา/วัน” เป็นเข็มทิศชัดเจนในชีวิตจริง nutrition2.anamai.moph.go.th
  3. จัดการปัจจัยเมตาบอลิก: คุม น้ำหนัก รอบเอว ไขมันในเลือด น้ำตาล และความดัน ตามแนวทางเวชปฏิบัติ—เพราะ MASLD ขับเคลื่อนด้วยความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมเป็นหลัก AASLD
  4. เด็กและวัยรุ่นยิ่งต้องระวัง: ศูนย์ชาติด้านโรคเบาหวาน โรคทางเดินอาหาร และโรคไต สหรัฐฯ (NIDDK) ระบุ NAFLD เป็นสาเหตุโรคตับเรื้อรังที่พบบ่อยในเด็กอเมริกัน ควรจำกัดน้ำตาลและเครื่องดื่มหวานตั้งแต่ต้นทาง NIDDK

⚠️ ข้อจำกัดของหลักฐาน

ผลจากการศึกษาประเภท สังเกต (observational cohort) ชี้ “ความสัมพันธ์” ไม่ใช่ “เหตุ–ผล” ตรง ๆ และอาจมีปัจจัยกวน เช่น รูปแบบอาหารโดยรวม พฤติกรรมสุขภาพ กรรมพันธุ์ อย่างไรก็ดี ความสม่ำเสมอของหลักฐาน จากหลายการศึกษาและ แนวทางภาครัฐ/องค์การอนามัยโลก ที่แนะนำ “ลดหวาน–ไม่พึ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อคุมน้ำหนัก” ทำให้ แนวทางป้องกันเชิงประชากร เดินหน้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น World Health Organization+1

⚠️ หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ให้ความรู้และส่งเสริมความเข้าใจด้านสุขภาพ เท่านั้น มิได้มีจุดประสงค์เพื่อใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ การแปลผลข้อมูลจากงานวิจัยควรพิจารณาร่วมกับบริบทส่วนบุคคล เช่น อายุ ภาวะสุขภาพ น้ำหนัก การรับประทานอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

หากผู้อ่านมีอาการผิดปกติของตับ เช่น อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือผลตรวจเลือดเอนไซม์ตับสูง ควรรีบ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพหรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน

บทความนี้อ้างอิงจากงานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันระดับนานาชาติ เช่น

  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)
  • สถาบันโรคเบาหวาน ทางเดินอาหาร และโรคไต แห่งชาติ (NIDDK)
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย)

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่อ้างถึงบางส่วนเป็นการศึกษาลักษณะเชิงสังเกต (Observational Study) ซึ่งไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็น “เหตุและผลโดยตรง” ผู้อ่านควรใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ และติดตามหลักฐานเพิ่มเติมจากการศึกษาทางคลินิกในอนาคต

🧾 แหล่งอ้างอิงงานวิจัย/วิชาการ

  • งานวิจัย UEG Week 2025 (UK cohort ~123,800 คน): ความเสี่ยง MASLD สูงขึ้น 60% (LNSSBs) และ 50% (SSBs) และการแทนด้วยน้ำลดเสี่ยง ~13–15% (ข่าวประชาสัมพันธ์/สรุปวิชาการ) EurekAlert!+2News-Medical+2
  • นิยามและการเปลี่ยนชื่อโรค: AASLD และฉันทามติพหุสมาคม (Delphi consensus) ยืนยันเปลี่ยน NAFLD → MASLD และกรอบ SLD โดยรวม AASLD+1
  • ภาพรวม MASLD/NAFLD (หน่วยงานวิจัยของรัฐสหรัฐฯ): NIDDK/NIH—นิยาม ความชุก ผลกระทบในผู้ใหญ่และเด็ก NIDDK+2NIDDK+2
  • ความเสี่ยงโรคตับรุนแรงจากเครื่องดื่มหวาน (หลักฐานเสริม): งานระบาดวิทยาเชื่อมโยงกับ มะเร็งตับ/การเสียชีวิตจากโรคตับเรื้อรัง ในหญิงสูงอายุ (สรุปข่าวจากวารสารการแพทย์) Health

🏛️ แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานภาครัฐ

ไทย

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข: เตือนเครื่องดื่มหวานจัด เสี่ยงอ้วน เบาหวาน หัวใจ; แนวปฏิบัติ น้ำตาลไม่เกิน ~6 ช้อนชา/วัน สำหรับคนทั่วไป anamai.moph.go.th+1
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข: อินโฟกราฟิกความรู้เรื่อง ไขมันพอกตับ สำหรับประชาชน dis.fda.moph.go.th

ต่างประเทศ

  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) สหรัฐอเมริกา: ข้อเท็จจริงเรื่อง เครื่องดื่มหวาน (SSBs), แนวคิด “Rethink Your Drink”, และ น้ำตาลเติมแต่ง (Added sugars) CDC+2CDC+2
  • สถาบันโรคเบาหวาน ทางเดินอาหาร และโรคไต แห่งชาติ (NIDDK/NIH): ข้อมูล NAFLD/MASLD ในผู้ใหญ่และเด็ก (หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ) NIDDK+1
  • องค์การอนามัยโลก (WHO): แนวทางสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (NSS) ปี 2023—ไม่แนะนำให้ใช้ NSS เพื่อคุมน้ำหนัก/ลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อในระยะยาว; ข่าวเผยแพร่ฉบับภาษาไทยโดย WHO ประเทศไทย World Health Organization+2World Health Organization+2