Posted on

สพฐ.แจ้งด่วนที่สุดให้นำแนวทางการสอบแบบ PISA มาใช้ในการสรรหาบุคลากรและใช้ประเมินผลการเรียนของผู้เรียน

ดาวน์โหลดไฟล์

1. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักบริหารงาน การศึกษาพิเศษ กำกับสถานศึกษาในสังกัดปรับรูปแบบและวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกระดับชั้น ให้สอดคล้องกับแนวทางโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ซึ่งเป็นการประเมินสมรรถนะ ของนักเรียนที่มุ่งเน้นการนำความรู้และทักษะที่ได้เรียนตามหลักสูตรไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาที่ท้าทายที่พบเจอ ในชีวิตจริง และประเมินความสามารถในการขยายความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในและนอกโรงเรียนและที่อาจเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต        
ทั้งนี้ การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ดำเนินงานโดยหน่วยงานส่วนกลาง ได้แก่ (1) การประเมิน ความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (2) การประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ (3) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)         จะมีการปรับเปลี่ยน รูปแบบของข้อสอบให้สอดคล้องกับแนวทางการประเมินตามแนวทางโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียน มาตรฐานสากล (PISA)        

2. การสรรหา โดยการสอบแข่งขัน และการคัดเลือกเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งบุคลากร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกตำแหน่ง ทุกระดับ ให้สำนักงานเขตพื้นพื้นที่ การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบถึงนโยบายการนำแนวทางโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียน มาตรฐานสากล (PSA) มาประยกต์ใช้ในการดำเนินการการสรรหาโดยการสอบแข่งขั้น/การคัดเลือกและการคัดเลือก เพื่อเลื่อนและแต่งตั้งบุคลากร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกตำแหน่ง ทุกระดับ ซึ่งแนวทางการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรนี้ มุ่งเน้นการประเมินสมรรถนะในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานตำแหน่งโดยประเมินความสามารถในการวิเคราะห์ ประเมิน คาดการณ์ ให้เหตุผล เสนอแนวทางการดำเนินงานอย่างมี หลักการ สี่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาหรือประเด็นท้าทายด้านการศึกษาหรือในบริบทที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐานตำแหน่ง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
Reference: Coohfey.com

Posted on

ศธ.ประกาศนโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อเสริมสร้าง สมรรถนะและความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ตามกรอบมาตรฐาน CEFR)

กระทรวงศึกษาธิการมีประกาศนโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อเสริมสร้าง สมรรถนะและความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การใช้ระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ในการกำหนดคุณภาพผู้เรียน โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียน และพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษตามแนวทางการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching: CLT) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงเห็นควรให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแจ้งทุกโรงเรียนในสังกัดดำเนินการ ดังนี้        

1. นำระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR มากำหนดเป็นคุณภาพผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเทียบผลการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบปลายภาค ทดแทนการสอบปลายภาค หรือปลายปีได้ตามที่โรงเรียนพิจารณา ตามความเหมาะสม

2. ส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในสถานศึกษา (English Environment เพื่อสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อม จูงใจให้นักเรียนสนใจ และเห็นประโยชน์ของการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน โดยจัดทำป้ายอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นภาษาอังกฤษ จัดกิจกรรม เทศกาล วันสำคัญ สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรม บูรณาการการใช้ภาษาอังกฤษในชุมชนและบริบทต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว อาหาร ศิลปวัฒนธรรม อาชีพและสภาพสังคมของท้องถิ่น หรือกิจกรรมอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

ดาวน์โหลดหนังสือประทับตรา (ตามเรื่องนี้)

Reference : สพฐ.


Posted on

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่องกลุ่มวิชาที่ระบุในใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้นและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2567

ดาวน์โหลดประกาศคณะกรรมการคุรุสภาฯ

ดาวน์โหลด

Posted on

กระทรวงศึกษาธิการย้ำจุดยืน ไม่สนับสนุนความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมแนะการปลูกฝังการเคารพสิทธิและเสรีภาพ

10 กุมภาพันธ์ 2568 – นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลียนแบบความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในหมู่นักเรียน หลังจากมีกรณีข่าวรุ่นพี่สาดน้ำร้อนใส่หน้ารุ่นน้อง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์หรือค่านิยมทางสังคมที่ส่งเสริมการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัดของกระทรวง แต่ก็สร้างความสะเทือนใจให้กับครูและผู้ปกครองอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมนี้สะท้อนถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงซึ่งเกิดจากการไม่ยอมรับความแตกต่างหรืออัตลักษณ์ของบุคคลอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำความสำคัญของนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะการส่งเสริมการเคารพสิทธิและเสรีภาพในกลุ่มนักเรียนท่ามกลางความหลากหลาย

กระทรวงได้เรียกร้องให้ครูและผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการชี้แนะพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการเสพเนื้อหาที่มีความรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ นอกจากนี้ การแชร์หรือโพสต์เนื้อหาที่กระทบต่อความรู้สึกของผู้อื่นทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ควรต้องตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยังยืนยันถึงจุดยืนของกระทรวงว่า ไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ และพร้อมที่จะผลักดันการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังแนวคิดการแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลแทนการใช้กำลัง

หากมีการปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ กระทรวงเชื่อมั่นว่าสังคมการศึกษาจะพัฒนาไปสู่อนาคตที่ปราศจากความรุนแรง และเต็มไปด้วยความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระทรวงยังเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะครูและผู้ปกครอง ร่วมกันปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเยาวชน เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น พร้อมป้องกันไม่ให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมการศึกษา.

Reference : Coohfey.com

Posted on

PISA คืออะไร?

PISA หรือ “โครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล” (Programme for International Student Assessment) เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเยาวชนในระดับสากล โครงการนี้ไม่ได้เพียงแค่วัดความรู้เชิงวิชาการในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังประเมินความสามารถในการนำความรู้ไปปรับใช้ในสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน PISA ได้รับความสนใจจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีมากกว่า 80 ประเทศที่เข้าร่วมการประเมินในแต่ละรอบ ความสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดแค่การจัดอันดับประเทศ แต่ยังมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาระบบการศึกษาของแต่ละประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถเผชิญกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นคง

โครงสร้างและเป้าหมายของการประเมิน PISA

PISA ประเมินสมรรถนะที่เรียกว่า “Literacy” หรือในภาษาไทยเรียกว่า “ความฉลาดรู้” โดยแบ่งการประเมินออกเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่:

  1. ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy): ความสามารถในการเข้าใจ วิเคราะห์ และตีความข้อมูลจากข้อความหรือสื่อที่หลากหลาย
  2. ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy): ความสามารถในการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง
  3. ความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy): ความสามารถในการเข้าใจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และการนำไปใช้ในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

การประเมินของ PISA ถูกออกแบบเป็นรอบ ๆ โดยในแต่ละรอบจะมีการเน้นหนักไปที่สมรรถนะด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น ใน PISA 2000, 2009 และ 2018 เน้นด้านการอ่าน ในขณะที่ PISA 2003, 2012 และ 2022 เน้นด้านคณิตศาสตร์ ส่วน PISA 2006, 2015 และ 2025 จะเน้นด้านวิทยาศาสตร์ การจัดสัดส่วนนี้ช่วยให้ OECD สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในแต่ละด้านได้อย่างละเอียด

นอกจากการประเมินด้านความฉลาดรู้แล้ว ยังมีการเก็บข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับนักเรียน เช่น พื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และการจัดการเรียนการสอน รวมถึงแบบสอบถามสำหรับโรงเรียนที่มีส่วนช่วยในการประเมินสภาพแวดล้อมทางการศึกษาของประเทศ

รูปแบบการประเมินและความทันสมัยของ PISA

ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา PISA ได้เปลี่ยนรูปแบบการประเมินจากแบบสอบถามกระดาษมาเป็นการสอบด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับความซับซ้อนของข้อสอบ โดยนักเรียนต้องตอบคำถามผ่านการคลิก พิมพ์คำตอบ หรือใช้การลากและวางคำตอบในแบบทดสอบที่ออกแบบมาอย่างทันสมัย

ข้อสอบของ PISA มีความหลากหลายและท้าทาย โดยอ้างอิงจากสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การวิเคราะห์ข้อความในข่าว การคำนวณทางการเงิน หรือการพิจารณาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม คำถามเหล่านี้ไม่ได้มุ่งวัดแค่ความรู้ แต่ยังวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการตัดสินใจ ซึ่งใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงในการทำข้อสอบ และอีกหนึ่งชั่วโมงในการตอบแบบสอบถาม

การประเมินในประเทศไทย

ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ PISA ตั้งแต่ปี 2000 (PISA 2000) และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในทุกสามปี โดยมีการกำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงจบการศึกษาภาคบังคับ การสุ่มตัวอย่างในประเทศไทยครอบคลุมโรงเรียนทุกสังกัด เช่น โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนเอกชน โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนในสังกัดอาชีวศึกษา เป็นต้น

ข้อมูลจำนวนโรงเรียนและนักเรียนที่เข้าร่วมการประเมินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ใน PISA 2000 มีโรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง 179 แห่งและนักเรียน 5,340 คน ขณะที่ใน PISA 2018 จำนวนโรงเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 290 แห่งและนักเรียนกว่า 8,600 คน ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญของประเทศไทยต่อโครงการนี้

ผลลัพธ์และประโยชน์จากการเข้าร่วม PISA

การเข้าร่วม PISA ช่วยให้ประเทศไทยสามารถวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของระบบการศึกษาในระดับประเทศ เปรียบเทียบกับมาตรฐานระดับโลก และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงนโยบายทางการศึกษา รวมถึงการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาครู และการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก PISA ยังช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดเป้าหมายในการยกระดับสมรรถนะนักเรียนให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถปรับตัวในยุคที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การดำเนินงาน PISA ในประเทศไทย

โครงการ PISA ในประเทศไทยดำเนินการโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สสวท. ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้คำปรึกษาและกำกับดูแลการดำเนินงาน

ข้อคิดจากการประเมิน PISA

PISA ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนคุณภาพของระบบการศึกษาของประเทศ การที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผลการประเมินในบางครั้งอาจไม่ได้อยู่ในระดับสูงสุด แต่การมีข้อมูลที่ชัดเจนช่วยให้เราสามารถวางแผนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ.

ลิงค์เข้าระบบ On demand เพื่ออบรมพัฒนาการสร้างข้อสอบ PISA

Reference: https://pisathailand.ipst.ac.th/

Posted on

ดาวน์โหลด “ระเบียบสวัสดิการ สพฐ.การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2567”

เป็นระเบียบที่ให้สถานศึกษาสามารถ “จัดตั้งกองทุนสวัสดิการภายในได้” เช่น
1.การให้กู้ยืมเงิน
2.เพื่อการกีฬาและนันทนาการ
3.เพื่อการสงเคราะห์สมาชิกด้านอื่น เช่น เงินช่วยค่าอาหาร เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ฯ
4.เพื่อเป็นค่าฌาปนกิจแก่สมาชิกและญาติ
5.เพื่อเป็นค่ากิจกรรมหรือสวัสดิการประเภทอื่นๆ
โดยสมาชิก อาจมีสิทธิร้องขอให้มีการจัดสวัสดิการแต่ละประเภทได้อีกด้วย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ออกระเบียบ สพฐ.ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา (พ.ศ.2567) ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อส่งผลต่อการสร้างเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมถึงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีพของบุคลากรในสังกัด และเพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2547

ดาวน์โหลด “ระเบียบ สพฐ.ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2567”

Posted on

คู่มือการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การเสริมสร้าง สมรรถนะดิจิทัล (Digital Competency) กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกวิชาชีพ โดยเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้เรียน

ดาวน์โหลด “คู่มือการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา”

สพฐ. ได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้นำคู่มือดังกล่าวส่งต่อไปยังสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

ประโยชน์ที่คาดหวัง

คู่มือการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลนี้จะช่วยส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา

  • มีทักษะที่ทันสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
  • สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • เสริมสร้างมาตรฐานการศึกษาที่มีคุณภาพและความเท่าเทียม

การนำคู่มือนี้ไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งครู ผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป้าหมายของการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเกิดผลที่ชัดเจนและยั่งยืนในระบบการศึกษาไทย

Posted on

สพฐ. ออกแนวปฏิบัติใหม่เรื่องการตัดเกรด “ศูนย์-ร-มส.” พร้อมเร่งพาน้องกลับสู่ระบบการศึกษา

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เผยถึงแนวปฏิบัติสำคัญหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องการตัดเกรดนักเรียน การติดตามเด็กหลุดระบบการศึกษา และโครงการโรงเรียนคุณภาพ

แนวปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการตัดเกรด “ศูนย์-ร-มส.”

เลขาธิการ กพฐ. ระบุว่า ได้ออกหนังสือซักซ้อมแนวปฏิบัติถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เพื่อแจ้งสถานศึกษาให้ถือปฏิบัติในเรื่องการตัดเกรดนักเรียน โดยเฉพาะการให้ ศูนย์ (0), ร (ไม่ผ่าน), และ มส. (ไม่ส่งงาน) โดยย้ำว่าการตัดเกรดของโรงเรียนต้องไม่สร้างภาระเกินควรต่อนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

โรงเรียนทุกแห่งจึงต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ระบบการประเมินผลเป็นไปอย่างยุติธรรม และช่วยลดความเครียดในหมู่ผู้เรียน

ติดตามเด็กหลุดระบบการศึกษาอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ สพฐ. ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่โรงเรียนผ่านโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” โดยขณะนี้มีเขตพื้นที่การศึกษา 138 เขตที่สามารถติดตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ครบ 100% แล้ว

อย่างไรก็ตาม สพฐ. ยังกำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาอีก 245 เขต เร่งดำเนินการติดตามเด็กที่ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ระบบ โดยตั้งเป้าว่าในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ทุกเขตจะต้องบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

เดินหน้าพัฒนาโครงการโรงเรียนคุณภาพ

สำหรับการขับเคลื่อน โครงการโรงเรียนคุณภาพ หรือ โรงเรียนร่วมพัฒนา เลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการดำเนินงานร่วมกับจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อยกระดับโรงเรียนในพื้นที่ โดยจะนำความร่วมมือในลักษณะนี้ไปขยายผลในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและสร้างมาตรฐานคุณภาพที่ยั่งยืน

สรุป

สพฐ. กำลังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งในแง่การประเมินผล การติดตามเด็กหลุดระบบ และการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะสร้างระบบการศึกษาที่มีความเท่าเทียมและส่งเสริมความสุขของผู้เรียนอย่างแท้จริง.

Posted on

สพฐ. เคาะร่นปิดเทอมเร็วขึ้นเป็นเดือนกันยายน พร้อมยืนยันเปิดเทอม 16 พฤษภาคมตามเดิม

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ข้อสรุปสำคัญในการปรับช่วงเวลาเปิด-ปิดภาคเรียนใหม่ หลังจากการประชุมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 โดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารส่วนราชการและปีงบประมาณ โดยมีการเลื่อนวันปิดภาคเรียนจากเดิมที่อยู่ในเดือนตุลาคม มาเป็น ภายในเดือนกันยายน ขณะที่วันเปิดภาคเรียนยังคงยึดวันที่ 16 พฤษภาคมเช่นเดิม เพื่อไม่กระทบกับการนับอายุเด็กเข้าเรียน

เหตุผลของการปรับเปลี่ยนวันปิดภาคเรียน

  1. สะดวกต่อการเรียนต่อหรือทำกิจกรรม การปิดเทอมในเดือนกันยายนทำให้เด็กนักเรียนมีเวลาเต็มเดือนสำหรับการพักผ่อนหรือเข้าร่วมกิจกรรม
  2. การบริหารจัดการราชการง่ายขึ้น เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การวางแผนงบประมาณ และการเตรียมตัวของครูที่เกษียณอายุราชการ
  3. สอดคล้องกับปีงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ต่อผู้เรียนและผู้ปกครอง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความสุขและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้การบริหารงานราชการและการจัดการศึกษาตามนโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” เป็นไปอย่างราบรื่น

ขั้นตอนต่อไป
สพฐ. จะจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเสนอแนวทางนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อพิจารณาและนำไปดำเนินการอย่างเป็นทางการ

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของ สพฐ. ในการพัฒนาระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพชีวิตของนักเรียนและความคล่องตัวในการบริหารงานราชการอย่างแท้จริง.

Posted on

ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู พ.ศ. 2567

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568

ดาวน์โหลดข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู 2567