คุณแม่ตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับการติดเชื้อแบคทีเรียระหว่างตั้งครรภ์ และหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “การใช้ยาปฏิชีวนะจะส่งผลต่อลูกในอนาคตหรือไม่” โดยเฉพาะยา อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้กันบ่อยในการรักษาการติดเชื้อทางเดินหายใจ การติดเชื้อทางนรีเวช และการติดเชื้อบางชนิดในหญิงตั้งครรภ์
ล่าสุด งานวิจัยจากวารสารทางการแพทย์ JAMA Network Open พบว่า การได้รับยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของความผิดปกติด้านพัฒนาการระบบประสาทในเด็ก โดยเฉพาะปัญหาด้านการพูดและภาษา อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า ผลลัพธ์นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ควรเลือกใช้ยานี้เอง แต่การใช้ยายังคงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
🧠 ความผิดปกติด้านพัฒนาการระบบประสาทคืออะไร
ภาวะนี้เรียกว่า Neurodevelopmental Disorders (NDDs) เป็นกลุ่มความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสมอง ส่งผลต่อการเรียนรู้ พฤติกรรม และการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก
ตัวอย่างที่พบได้ เช่น
- โรคสมาธิสั้น (ADHD)
- ภาวะออทิสติก (Autism Spectrum Disorder)
- ความผิดปกติด้านการพูดและภาษา
- ปัญหาการประสานงานของร่างกาย
- ปัญหาด้านพฤติกรรม
ภาวะเหล่านี้อาจส่งผลระยะยาวต่อการเรียน การเข้าสังคม และคุณภาพชีวิตของเด็กเมื่อโตขึ้น
🔬 งานวิจัยนี้ศึกษาอย่างไร
นักวิจัยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลสุขภาพย้อนหลังระหว่างปี 2012–2024 โดยติดตามคู่แม่และลูกจำนวน 15,527 คู่
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่ได้รับอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ระหว่างตั้งครรภ์ 742 ราย
- กลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะชนิดอื่น 3,079 ราย
- กลุ่มที่ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะเลย 11,706 ราย
จากนั้นติดตามพัฒนาการของเด็กต่อเนื่องเฉลี่ยนาน 5.5 ปี เพื่อดูว่ามีการวินิจฉัยโรคในกลุ่ม NDDs หรือไม่
📊 ผลการศึกษา: ช่วงปลายครรภ์อาจมีผลเชิงบวก
ผลการศึกษาพบว่า
🗣️ ความเสี่ยงปัญหาด้านการพูดและภาษาลดลง
เด็กที่แม่ได้รับอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ในช่วงปลายครรภ์ (หลัง 20 สัปดาห์) มีความเสี่ยงของปัญหาด้านการพูดและภาษา (Speech and Language Disorder: SLD) ต่ำกว่ากลุ่มอื่น
ทั้งเมื่อเทียบกับ
- กลุ่มที่ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะเลย
- กลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะชนิดอื่น
🧠 ความเสี่ยง NDDs โดยรวมลดลง
เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดอื่น พบว่าความเสี่ยงรวมของ NDDs ลดลงเช่นกัน นักวิจัยจึงมองว่า การได้รับอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ในช่วงปลายครรภ์อาจมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านพัฒนาการที่ดีขึ้นในบางด้าน
⚠️ แต่ไม่ได้ลดความเสี่ยงทุกโรค
แม้ว่าผลรวมจะดูน่าสนใจ แต่งานวิจัยไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในโรคสำคัญบางอย่าง เช่น
- ADHD
- Autism Spectrum Disorder (ออทิสติก)
จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ช่วยป้องกันความผิดปกติทางพัฒนาการทุกชนิด ผลที่ชัดเจนที่สุดยังคงอยู่ที่ “ปัญหาด้านการพูดและภาษา”
🧪 ทำไมอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ไม่ได้เป็นเพียงยาปฏิชีวนะ แต่ยังมีคุณสมบัติช่วย
- ลดการอักเสบ
- ควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
- ลดสารกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย
นักวิจัยอธิบายว่า หากมารดามีการอักเสบจากการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อการพัฒนาสมองของทารกได้
โดยเฉพาะช่วงปลายครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของทารกกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
- การสร้างเซลล์ประสาท
- การเชื่อมต่อของสมอง
- การพัฒนาด้านภาษาและการเรียนรู้
หากลดการอักเสบได้ดี อาจช่วยลดผลกระทบต่อพัฒนาการในระยะยาว
💊 แล้วคุณแม่ควรเลือกใช้อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือไม่
คำตอบคือ ยังไม่ควรตัดสินใจเอง แม้งานวิจัยนี้จะพบผลในเชิงบวก แต่แพทย์ยังคงแนะนำว่า
ยากลุ่มเบต้า-แลคแทม (β-lactams) เช่น เพนิซิลลิน (Penicillin)
ยังเป็นยาที่ใช้เป็นอันดับแรกในการรักษาการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เพราะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยรองรับมายาวนาน ส่วนอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) จะใช้เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่าเหมาะสมและจำเป็น
ดังนั้น การเลือกใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
📌 ข้อจำกัดของงานวิจัย
แม้งานวิจัยนี้จะมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น
- เป็นการศึกษาย้อนหลัง ไม่ใช่การทดลองโดยตรง
- ไม่สามารถควบคุมปัจจัยบางอย่างได้ทั้งหมด เช่น
- ความรุนแรงของการติดเชื้อ
- อาหารของแม่
- ฐานะทางเศรษฐกิจ
- กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้มีประกันสุขภาพเอกชน
อาจไม่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม
นักวิจัยจึงระบุว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในประชากรที่หลากหลายมากขึ้น
📍 สรุป
งานวิจัยนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การใช้อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ในช่วงปลายการตั้งครรภ์ อาจไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงด้านพัฒนาการของเด็ก และอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของปัญหาด้านการพูดและภาษา
แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ
“การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์”
เพราะการรักษาที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยเพียงรักษาอาการติดเชื้อของแม่ แต่ยังช่วยดูแลพัฒนาการที่ดีที่สุดของลูกในระยะยาวด้วย
📚 แหล่งที่มา
Otoo MN, et al. Prenatal Azithromycin Exposure and Risk of Neurodevelopmental Disorders in Children. JAMA Network Open. Published May 12, 2026. doi:10.1001/jamanetworkopen.2026.12051
บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยเผยแพร่ใน JAMA Network Open ภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution (CC-BY)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ(Disclaimer)
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการให้ความรู้ ข่าวสาร และการเผยแพร่งานวิจัยทางวิชาการแก่ผู้อ่านทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ หรือบุคลากรทางสาธารณสุขโดยตรง
แม้เนื้อหาจะอ้างอิงจากงานวิจัย วารสารวิชาการ และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น JAMA Network Open และสถาบันทางการแพทย์ต่าง ๆ แต่ข้อมูลทางการแพทย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามหลักฐานใหม่ งานวิจัยเพิ่มเติม หรือแนวทางการรักษาที่อัปเดตในอนาคต
ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความนี้เพื่อตัดสินใจเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ยา การรักษา หรือการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ
เว็บไซต์ Coohfey.com และผู้เขียนบทความไม่รับผิดชอบต่อความเสียหาย ความสูญเสีย หรือผลกระทบใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลในบทความนี้ไปใช้โดยตรงหรือโดยอ้อม บทความนี้เป็นการเรียบเรียงและสรุปจากแหล่งข้อมูลต้นฉบับภายใต้เงื่อนไขการอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เช่น Creative Commons Attribution (CC-BY) หรือเงื่อนไขของสำนักพิมพ์ต้นทาง โดยยังคงให้เครดิตแก่ผู้วิจัยและแหล่งเผยแพร่ต้นฉบับอย่างเหมาะสม.
