“เก่งมาก!”
“ลูกฉลาดที่สุดเลย!”
“สุดยอดมาก ไม่มีใครทำได้ดีเท่าหนูแล้ว!”
คำพูดเหล่านี้มักเกิดจากความรักและความตั้งใจดีของพ่อแม่
เมื่อเห็นลูกวาดรูปเสร็จ ทำการบ้านถูก ช่วยเก็บของ หรือพยายามทำสิ่งใหม่ เราอยากให้เด็กรู้ว่า
“พ่อแม่เห็นนะ และภูมิใจในตัวหนู”
คำชมจึงเป็นส่วนหนึ่งของปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวที่พบได้เป็นธรรมชาติ
แต่เมื่อพิจารณางานวิจัยเกี่ยวกับคำชม เราจะพบเรื่องที่น่าสนใจว่า
คำชมไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกแบบ
การพูดว่า
“หนูฉลาดมาก”
อาจส่งสารบางอย่างแตกต่างจาก
“เมื่อกี้หนูลองเปลี่ยนวิธี แล้วทำสำเร็จด้วยนะ”
และการพูดว่า
“สุดยอดเหลือเชื่อ! นี่เป็นภาพที่ดีที่สุดเท่าที่แม่เคยเห็น!”
ก็อาจแตกต่างจาก
“แม่เห็นว่าหนูตั้งใจเลือกสีและวาดจนเสร็จ”
ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียง
“เราควรชมลูกมากแค่ไหน?”
แต่อาจเป็น
“เราจะชมอย่างไรให้เด็กได้รับกำลังใจ พร้อมกับเรียนรู้ว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้?”
❤️ เด็กต้องได้รับคำชมวันละกี่ครั้ง?
ไม่มีตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดว่าเด็กควรได้รับคำชม
5 ครั้ง
10 ครั้ง
หรือ 20 ครั้งต่อวัน
และไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนคำชมให้กลายเป็น “โควตา” ที่พ่อแม่ต้องทำให้ครบ
สิ่งที่งานวิจัยเกี่ยวกับ praise ชี้ให้เห็นคือ
ประเภท เนื้อหา ความจริงใจ และบริบทของคำชมมีความสำคัญ
คำชมจึงไม่ใช่วิตามินที่
“ยิ่งให้มาก ยิ่งดี”
เด็กต้องการมากกว่าคำชม
เขายังต้องการ
ความรัก
การยอมรับ
การรับฟัง
โอกาสลองผิดลองถูก
ขอบเขตที่เหมาะสม
และความรู้สึกว่า
“ถึงวันนี้ฉันจะทำพลาด ฉันก็ยังเป็นคนสำคัญของครอบครัว”
🧠 คำชมแต่ละแบบส่งสารไม่เหมือนกัน
ลองเปรียบเทียบสองประโยค
แบบที่ 1
“ลูกฉลาดมาก!”
กับ
แบบที่ 2
“หนูลองตั้งหลายวิธีจนหาคำตอบเจอ”
ประโยคแรกเน้น คุณลักษณะของตัวเด็ก
ส่วนประโยคที่สองเน้น กระบวนการหรือสิ่งที่เด็กทำ
ในงานวิจัยมักพบคำว่า
Person/Ability Praise
กับ
Process/Effort Praise
Ability praise คือการเชื่อมความสำเร็จกับความสามารถหรือลักษณะของเด็ก เช่น
“หนูฉลาด”
“หนูเก่งคณิตศาสตร์”
ส่วน process praise เน้นสิ่งที่เด็กทำ เช่น
ความพยายาม
กลยุทธ์
ความอดทน
การลองใหม่
หรือวิธีแก้ปัญหา
เช่น
“เมื่อกี้หนูลองอีกวิธีหนึ่ง แล้ววิธีนี้ได้ผล”
ความแตกต่างนี้ดูเล็กน้อย แต่การทดลองพบว่าเด็กอาจตอบสนองต่อความล้มเหลวแตกต่างกันตามลักษณะคำชมที่ได้รับ
🔬 งานทดลองพบอะไรเมื่อเด็กถูกชมแล้วต้องเจอกับความล้มเหลว?
งานของ Xing และคณะ (2018) ศึกษานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 103 คน อายุเฉลี่ยประมาณ 11 ปี
เด็กถูกสุ่มเข้าสู่ 3 กลุ่ม ได้แก่
Ability praise — ชมความสามารถ
Effort praise — ชมความพยายาม
และ
Informational feedback — ให้ข้อมูลโดยไม่ชม
หลังจากนั้น เด็กต้องเผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดประสบการณ์ล้มเหลว
ผลพบว่าเด็กที่ได้รับ ability praise แสดง claimed และ behavioral self-handicapping มากกว่ากลุ่ม effort praise และกลุ่มที่ไม่ได้รับคำชม
นอกจากนี้ การพัฒนาผลงานในกลุ่ม ability praise ยังต่ำกว่ากลุ่มอื่นในการทดลองดังกล่าว
งานวิจัยจึงเตือนว่า ผู้ใหญ่ไม่ควรใช้คำชมโดยไม่พิจารณาว่าเด็กอาจตีความคำชมนั้นอย่างไร
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า
❌ “ห้ามบอกลูกว่าเก่งเด็ดขาด”
แต่ช่วยให้เราเห็นว่า หากเด็กเรียนรู้ซ้ำ ๆ ว่า
ความสำเร็จ = ฉันเป็นคนเก่ง
เมื่อถึงวันที่ทำไม่ได้ เด็กอาจเผชิญคำถามอีกด้านหนึ่งว่า
“ถ้าฉันทำไม่ได้ แปลว่าฉันไม่เก่งหรือเปล่า?”
นี่คือเหตุผลที่การชมกระบวนการและกลยุทธ์อาจมีประโยชน์ในบางสถานการณ์
🌱 แต่ “ชมความพยายาม” ก็ไม่ใช่สูตรวิเศษ
เมื่อทราบเรื่อง process praise พ่อแม่อาจเปลี่ยนจาก
“เก่งมาก!”
เป็น
“พยายามดีมาก!”
ทุกครั้ง
แต่หลักฐานไม่ได้หมายความว่าเพียงเปลี่ยนคำหนึ่งแล้วจะได้ผลดีเสมอ
ในงานของ Xing และคณะ effort praise ไม่ได้เหนือกว่า informational feedback ในผลลัพธ์ทุกตัว
ดังนั้น เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียงการท่องสูตรว่า
“ห้ามชมความฉลาด ให้ชมความพยายาม”
แต่ควรพยายามให้ feedback ที่
จริง
เฉพาะเจาะจง
และ
ช่วยให้เด็กเข้าใจว่าอะไรที่เขาทำแล้วได้ผล
เช่น
แทนที่จะพูดว่า
“หนูพยายามเก่งมาก!”
อาจพูดว่า
“ตอนแรกต่อไม่ได้ แต่หนูลองหมุนชิ้นส่วนอีกด้านแล้วมันพอดี”
คำพูดแบบนี้ให้ข้อมูลแก่เด็กว่า
กลยุทธ์อะไรช่วยให้เขาก้าวต่อไปได้
🔍 ชมสิ่งที่เด็ก “ควบคุมและเรียนรู้ได้”
เวลาชม ลองมองหาสิ่งที่อยู่ในกระบวนการ
เช่น
ความพยายาม
“แม่เห็นว่าหนูยังลองต่อ ถึงตอนแรกจะทำไม่ได้”
กลยุทธ์
“หนูแบ่งโจทย์ออกเป็นทีละส่วน แล้วค่อยแก้ทีละข้อ วิธีนี้ช่วยได้จริง ๆ”
การแก้ไขข้อผิดพลาด
“หนูกลับไปตรวจ แล้วเจอด้วยตัวเองว่าตรงไหนผิด”
ความอดทน
“เมื่อกี้หนูเริ่มหงุดหงิด แต่พักแล้วกลับมาลองใหม่”
ความใส่ใจ
“หนูจำได้ว่าน้องแพ้อาหารชนิดนี้ เลยถามก่อนแบ่งขนมให้น้อง”
ความรับผิดชอบ
“หนูเล่นเสร็จแล้วกลับมาเก็บของตามที่ตกลงกันไว้”
คำชมแบบนี้ไม่ได้เพียงบอกว่า
“ดี”
แต่บอกว่า
“อะไรดี”
⭐ คำชมไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่
งานของ Brummelman, Grapsas และ van der Kooij (2022) ให้ภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้
นักวิจัยศึกษาเด็กอายุ 8–12 ปี จำนวน 202 คน ผ่านงาน virtual reality
เด็กได้รับ feedback ว่าทำสำเร็จหรือล้มเหลว และได้รับคำตอบจากผู้ปกครองในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่
Modest praise: “You did well!”
Inflated praise: “You did incredibly well!”
หรือ
ไม่ได้รับคำชม
นักวิจัยสนใจว่า หลังความล้มเหลว เด็กจะทดลองปรับการเคลื่อนไหวหรือสำรวจวิธีใหม่มากเพียงใด
ผลที่น่าสนใจคือ ในเด็กที่มี self-esteem ต่ำกว่า modest praise ส่งเสริมการสำรวจมากกว่าไม่ได้รับคำชม ขณะที่ inflated praise ไม่แสดงประโยชน์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลขึ้นอยู่กับระดับ self-esteem ของเด็ก และขนาดผลที่พบค่อนข้างเล็ก
ดังนั้น งานนี้ไม่ได้บอกว่า
“พูด You did well! แล้วเด็กทุกคนจะกล้าลองมากขึ้น”
แต่ช่วยเตือนเราว่า
คำชมที่ใหญ่โตเกินจริงไม่ได้จำเป็นต้องให้ผลดีกว่าคำชมธรรมดา
🎈 “สุดยอดที่สุดในโลก!” อาจไม่จำเป็น
บางครั้งพ่อแม่ใช้คำชมที่ขยายเกินจริงเพราะต้องการเพิ่มความมั่นใจให้เด็ก เช่น
“วาดสวยที่สุดเลย!”
“ลูกเก่งเหลือเชื่อ!”
“นี่สุดยอดมาก ๆ!”
“หนูเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดแล้ว!”
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิด และในบางบริบทอาจเป็นเพียงภาษาที่ครอบครัวใช้แสดงความตื่นเต้น
แต่เราไม่จำเป็นต้องทำให้ ทุกความสำเร็จกลายเป็นความสำเร็จระดับมหัศจรรย์
เพราะเด็กยังต้องเรียนรู้ว่า
งานบางชิ้นดี
บางชิ้นยังปรับได้
บางครั้งเราทำสำเร็จ
บางครั้งไม่สำเร็จ
และทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ
คำชมที่พอดีและจริงใจอาจเพียงพอ เช่น
“ทำได้แล้ว!”
“แม่เห็นว่าหนูตั้งใจมาก”
“ครั้งนี้ดีขึ้นจากครั้งก่อนนะ”
🙌 บางครั้ง “High Five” ก็เพียงพอ
งานทดลองของ Morris และ Zentall (2014) ศึกษาเด็กอนุบาล 95 คน อายุประมาณ 5–6 ปี โดยเปรียบเทียบคำชมหลายรูปแบบ ได้แก่
การชมคุณลักษณะ
การชมความพยายาม
คำชมที่ไม่ได้ระบุสาเหตุชัดเจน
และคำชมผ่านท่าทาง เช่น thumbs-up หรือ high five
ผลพบว่า ambiguous praise เช่นคำพูดสั้น ๆ และคำชมผ่านท่าทาง สามารถให้ผลด้านแรงจูงใจได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าการชมความพยายามในบางตัวชี้วัด และดีกว่าการชมคุณลักษณะในสถานการณ์ทดลองดังกล่าว
นี่เป็นข้อเตือนใจที่ดีว่า
พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องคิดประโยคทางจิตวิทยาที่สมบูรณ์แบบทุกครั้ง
บางครั้ง
ยิ้ม
พยักหน้า
High Five
หรือพูดเพียง
“ทำได้แล้ว!”
ก็สามารถเป็นการตอบสนองเชิงบวกได้
❤️ คำชมไม่ควรเป็นเงื่อนไขของความรัก
เรื่องนี้สำคัญกว่าการเลือกคำว่า “เก่ง” หรือ “พยายาม”
เด็กควรค่อย ๆ เรียนรู้ว่า
ความสำเร็จได้รับการยินดี
แต่
ความรักไม่ได้หายไปเมื่อเขาล้มเหลว
ตัวอย่างเช่น
เด็กสอบได้คะแนนดี
พ่อแม่ยินดีได้เต็มที่
“ดีใจด้วยนะ หนูอ่านหนังสือและเตรียมตัวมาหลายวันเลย”
แต่วันที่คะแนนไม่ดี
ความสัมพันธ์ไม่ควรเปลี่ยนเป็น
ความเย็นชา
การประชด
การเปรียบเทียบ
หรือการถอนความรัก
อาจพูดว่า
“ครั้งนี้คะแนนไม่เป็นอย่างที่หวัง เรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรครั้งหน้า”
เด็กจึงได้รับข้อความสองอย่างพร้อมกันว่า
ผลลัพธ์มีความสำคัญและเราสามารถเรียนรู้จากมัน
พร้อมกับ
คุณค่าของฉันไม่ได้หายไปเพราะความผิดพลาดครั้งหนึ่ง
🧩 7 วิธีชมลูกที่นำไปใช้ได้จริง
1. ชมอย่างเฉพาะเจาะจง
แทน
❌ “เก่งมาก”
ลอง
“หนูเก็บหนังสือกลับเข้าชั้นครบทุกเล่มเลย”
เด็กจะเข้าใจว่าพฤติกรรมใดกำลังได้รับการยอมรับ
2. ชมกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์
แทน
❌ “ได้เต็มอีกแล้ว เก่งที่สุด!”
ลอง
“หนูทำโจทย์ยากโดยวาดภาพช่วยคิด วิธีนั้นช่วยให้เห็นคำตอบง่ายขึ้นนะ”
3. ชมความพยายามเมื่อมีความพยายามจริง
หากเด็กใช้เวลา 30 วินาทีทำสิ่งที่ง่ายมาก แล้วผู้ใหญ่พูดว่า
“โอ้โห หนูพยายามหนักมากเลย!”
เด็กอาจรู้ว่าคำชมนั้นไม่ตรงกับความจริง
คำชมควรจริงใจ
หากงานง่ายและเด็กทำได้ อาจเพียงพูดว่า
“เรียบร้อยแล้ว”
หรือ
“ขอบคุณที่ทำตามที่ตกลงกัน”
ก็เพียงพอ
4. อย่าทำให้คำชมกลายเป็นการเปรียบเทียบ
หลีกเลี่ยง
❌ “หนูเก่งกว่าเพื่อนทุกคน”
❌ “เห็นไหม หนูเก่งกว่าน้องตั้งเยอะ”
ลองเปลี่ยนเป็น
“ครั้งก่อนหนูยังทำไม่ได้ แต่ครั้งนี้หนูทำเองได้แล้ว”
การเปรียบเทียบกับความก้าวหน้าของตัวเองช่วยให้จุดสนใจอยู่ที่การเรียนรู้มากกว่าการเอาชนะคนอื่น
5. ให้เด็กประเมินตัวเองบ้าง
เมื่อเด็กยื่นภาพวาดมาให้ดู เราไม่จำเป็นต้องรีบพูดว่า
“สวยมาก!”
ทุกครั้ง
ลองถามว่า
“หนูชอบตรงไหนของภาพนี้ที่สุด?”
หรือ
“ส่วนไหนที่หนูรู้สึกว่าทำยากที่สุด?”
เด็กจะได้ฝึกมองผลงานด้วยสายตาของตัวเอง แทนที่จะรอให้ผู้ใหญ่เป็นคนตัดสินทุกครั้งว่า
ดีหรือไม่ดี
6. ชมแล้วเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ต่อ
เช่น
“วิธีนี้ได้ผลดีเลย ถ้าครั้งหน้าข้อโจทย์ยากกว่านี้ หนูคิดว่าจะลองวิธีไหนต่อ?”
คำชมจึงไม่ใช่จุดจบ
แต่สามารถเชื่อมไปสู่ความอยากรู้อยากลอง
7. เมื่อเด็กผิดพลาด ไม่ต้องรีบหาคำชมมาปิดความรู้สึก
ลูกวาดรูปแล้วไม่พอใจ
ไม่จำเป็นต้องรีบพูดว่า
“ไม่จริง สวยมากแล้ว!”
ลูกอาจกำลังพยายามบอกว่าเขาผิดหวัง
เราอาจพูดว่า
“หนูไม่พอใจตรงไหนของภาพนี้?”
แล้วฟัง
หากเด็กบอกว่า
“ผมวาดตาไม่เหมือน”
อาจตอบว่า
“เข้าใจแล้ว หนูอยากให้มันเหมือนภาพที่คิดไว้มากกว่านี้”
จากนั้นค่อยถามว่า
“อยากลองแก้ หรืออยากพักก่อน?”
นี่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า
ความผิดหวังไม่จำเป็นต้องถูกลบออกด้วยคำชมทันที
🚫 5 รูปแบบคำชมที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
1. ติดป้ายตัวตน
“หนูคือเด็กอัจฉริยะของแม่”
2. ขยายเกินจริงเป็นประจำ
“นี่เป็นภาพที่ดีที่สุดในโลก!”
3. เปรียบเทียบกับคนอื่น
“ลูกเก่งกว่าเพื่อนทุกคน”
4. ชมสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริง
“พยายามสุด ๆ เลย!” ทั้งที่เด็กแทบไม่ได้พยายาม
5. ใช้คำชมเพื่อควบคุมทุกอย่าง
“เด็กดีต้องกินให้หมดนะ แล้วแม่จะชม”
คำชมไม่จำเป็นต้องหายไปจากบ้าน
เพียงแต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ ไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการควบคุมพฤติกรรม
😟 คำชมมากเกินไปทำให้เด็ก “ติดคำชม” หรือไม่?
คำถามนี้ไม่สามารถตอบง่าย ๆ ว่า
“ชมมาก = ติดคำชม”
เพราะผลขึ้นอยู่กับประเภทของคำชม บริบท อายุของเด็ก ความสัมพันธ์กับผู้ชม และความแตกต่างระหว่างบุคคล
อย่างไรก็ตาม หากทุกกิจกรรมของเด็กต้องได้รับการประเมินว่า
“ดีมาก”
“เก่ง”
“สุดยอด”
เด็กอาจมีโอกาสน้อยลงในการถามตัวเองว่า
“ฉันคิดอย่างไรกับงานของตัวเอง?”
พ่อแม่จึงสามารถสลับระหว่าง
คำชม
การบรรยายสิ่งที่เห็น
คำถาม
ความสนใจ
และความเงียบที่ให้เด็กสำรวจเอง
ได้
เช่น แทนที่จะพูด
“วาดสวยมาก!”
อาจพูดว่า
“หนูใช้สีฟ้าหลายเฉดเลย”
แล้วรอให้เด็กเล่าต่อ
🎯 เป้าหมายไม่ใช่สร้างเด็กที่ “ไม่สนใจคำชม”
มนุษย์ทุกวัยรู้สึกดีเมื่อได้รับการยอมรับ
เด็กก็เช่นกัน
ดังนั้น เป้าหมายไม่ใช่การเลิกชมลูก
แต่คือช่วยให้คำชมเป็น
กำลังใจ
ไม่ใช่
แรงกดดัน
เด็กสามารถรู้สึกภูมิใจเมื่อได้รับคำชม
พร้อมกับเรียนรู้ว่า
ฉันสามารถลองสิ่งยากได้
ฉันสามารถทำผิดได้
ฉันสามารถแก้ไขได้
และ
ฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าฉัน “เก่ง” ตลอดเวลา
🌈 เมื่อลูกล้มเหลว ลองเปลี่ยนจาก “ตัดสิน” เป็น “สำรวจ”
สมมติลูกสอบคณิตศาสตร์ได้คะแนนต่ำ
แทนที่จะพูดว่า
❌ “ปกติลูกเก่งคณิตศาสตร์นี่ ทำไมครั้งนี้ได้แค่นี้?”
ลองถามว่า
“ข้อไหนยากที่สุด?”
“ตอนทำข้อสอบเกิดอะไรขึ้น?”
“มีตรงไหนที่หนูยังไม่เข้าใจ?”
“ครั้งหน้าจะลองเตรียมตัวต่างจากเดิมตรงไหนได้บ้าง?”
ข้อความที่เด็กได้รับคือ
ความผิดพลาดเป็นข้อมูล
ไม่ใช่
คำตัดสินคุณค่าของตัวเอง
❤️ บางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการมากกว่าคำชมคือ “การถูกมองเห็น”
ลูกช่วยเก็บโต๊ะอาหาร
เราอาจพูดว่า
“ขอบคุณนะ หนูเห็นว่าพ่อกำลังเก็บของเลยเข้ามาช่วย”
ลูกใช้เวลานานต่อเลโก้
“พ่อเห็นหนูนั่งลองตรงนี้มาหลายรอบแล้ว”
ลูกแพ้การแข่งขันและผิดหวัง
“แม่รู้ว่าหนูตั้งใจกับการแข่งขันครั้งนี้มาก เลยผิดหวังมากใช่ไหม?”
ข้อความเหล่านี้ไม่ได้ตัดสินว่าเด็ก
เก่ง
ไม่เก่ง
ดี
หรือไม่ดี
แต่สื่อว่า
“ฉันเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเธอ”
บางครั้งนี่อาจมีความหมายต่อเด็กมากกว่าคำว่า
“เก่งมาก”
เสียอีก
🌱 สรุป: ชมให้น้อยลงหรือชมให้ดีขึ้น?
เราไม่จำเป็นต้องนับจำนวนคำชม
และไม่จำเป็นต้องกลัวคำว่า
“เก่งมาก”
จนไม่กล้าพูดกับลูกอีกเลย
สิ่งที่หลักฐานชวนให้เราทำคือ ใช้คำชมอย่างมีสติและหลากหลายมากขึ้น
บางครั้งพูด
“เก่งมาก!”
ได้
บางครั้งพูด
“หนูลองหลายวิธีจนสำเร็จ”
บางครั้ง
High Five ✋
บางครั้งถาม
“หนูคิดอย่างไรกับงานของตัวเอง?”
และบางครั้งไม่ต้องชมเลย
เพียงนั่งดู ฟัง และแสดงความสนใจ
สิ่งที่สำคัญคือ เด็กไม่ควรต้องรู้สึกว่า
“ฉันต้องทำสำเร็จ จึงจะได้รับความรักและการยอมรับ”
คำชมที่ดีจึงไม่ใช่คำชมที่ทำให้เด็กคิดว่า
“ฉันต้องเก่งตลอดเวลา”
แต่อาจเป็นคำชมที่ช่วยให้เขาค่อย ๆ เรียนรู้ว่า
“ฉันพัฒนาได้ ฉันลองใหม่ได้ และความผิดพลาดไม่ได้ลดคุณค่าของฉันลง”
📚 งานวิจัยและแหล่งอ้างอิงหลัก — CC BY เท่านั้น
1. Xing, S., Gao, X., Jiang, Y., Archer, M., & Liu, X. (2018)
Effects of Ability and Effort Praise on Children’s Failure Attribution, Self-Handicapping, and Performance.
Frontiers in Psychology, 9, 1883.
DOI: 10.3389/fpsyg.2018.01883
License: Creative Commons Attribution (CC BY)
งานทดลองกับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 103 คน เปรียบเทียบ ability praise, effort praise และ informational feedback พบความแตกต่างในการตอบสนองต่อความล้มเหลว โดยเฉพาะ self-handicapping และ subsequent performance
งานนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่าเราไม่ควรถือว่า “คำชมทุกแบบมีประโยชน์เหมือนกัน”
2. Brummelman, E., Grapsas, S., & van der Kooij, K. (2022)
Parental praise and children’s exploration: a virtual reality experiment.
Scientific Reports, 12, 4967.
DOI: 10.1038/s41598-022-08226-9
License: CC BY 4.0
ทดลองในเด็กอายุ 8–12 ปี จำนวน 202 คน เปรียบเทียบ modest praise, inflated praise และ no praise
พบว่า modest praise ส่งเสริมการสำรวจหลังความล้มเหลวในเด็กที่มี self-esteem ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ no praise แต่ผลแตกต่างในเด็กที่มี self-esteem สูงกว่า และ effect sizes มีขนาดเล็ก
จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า คำชมไม่ได้ให้ผลเหมือนกันกับเด็กทุกคน
3. Morris, B. J., & Zentall, S. R. (2014)
High fives motivate: the effects of gestural and ambiguous verbal praise on motivation.
Frontiers in Psychology, 5, 928.
DOI: 10.3389/fpsyg.2014.00928
License: Creative Commons Attribution (CC BY)
ทดลองในเด็กอนุบาล 95 คน อายุประมาณ 5–6 ปี เปรียบเทียบ trait praise, effort praise, ambiguous verbal praise และ gestural praise
ผลการทดลองพบว่า ambiguous praise และคำชมผ่านท่าทางบางรูปแบบสัมพันธ์กับ persistence และ self-evaluation หลังความล้มเหลวที่ดีกว่า trait praise ในสถานการณ์ทดลอง
4. Mizokawa, A. (2018)
Association Between Children’s Theory of Mind and Responses to Insincere Praise Following Failure.
Frontiers in Psychology, 9, 1684.
License: Creative Commons Attribution (CC BY)
ศึกษาเด็กญี่ปุ่น 72 คน อายุเฉลี่ยประมาณ 5.7 ปี เพื่อดูว่าเด็กตีความและตอบสนองต่อ insincere praise — คำชมที่ไม่จริงใจ หลังความล้มเหลวอย่างไร
งานนี้มีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจว่าเด็กไม่ได้เป็นเพียงผู้รับคำชมแบบตรงไปตรงมา แต่ความสามารถในการเข้าใจเจตนาและมุมมองของผู้อื่นก็เกี่ยวข้องกับวิธีที่เด็กตีความ feedback
5. Brummelman, E., & Sedikides, C. (2020)
Raising Children With High Self-Esteem (But Not Narcissism).
Child Development Perspectives, 14(2), 83–89.
DOI: 10.1111/cdep.12362
License: Creative Commons Attribution (CC BY)
บทความทบทวนเสนอแนวคิดสำคัญ 3 ด้านในการสนับสนุน self-esteem โดยไม่ส่งเสริม narcissism ได้แก่
realistic feedback
focus on growth
และ
unconditional regard
แนวคิดนี้ช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่กว่าเรื่อง “เทคนิคการชม” คือ เด็กควรได้รับทั้ง feedback ที่สมจริง โอกาสเติบโต และความรู้สึกว่าเขามีคุณค่าโดยไม่ต้องพิสูจน์ความเก่งตลอดเวลา
🔎 หมายเหตุเรื่องลิขสิทธิ์สำหรับ Coohfey.com
แหล่งข้อมูลหลักในบทความนี้คัดเลือกโดยกำหนดว่า ต้องเป็น CC BY / CC BY 4.0 ซึ่งอนุญาตการใช้เชิงพาณิชย์ และไม่ได้เลือกงานวิจัยที่กำหนดเงื่อนไขชนิด NonCommercial (NC) มาเป็นแหล่งหลักในการเรียบเรียง
ภายใต้ CC BY สามารถนำเนื้อหามาใช้ แบ่งปัน และดัดแปลงเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ได้ แต่ต้องให้เครดิตอย่างเหมาะสมตามเงื่อนไขของใบอนุญาต เช่น ผู้เขียน ชื่อผลงาน แหล่งเผยแพร่ และใบอนุญาต รวมถึงระบุการดัดแปลงเมื่อเหมาะสม
บทความ Coohfey.com ฉบับนี้เป็นการสังเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาใหม่จากหลักฐานวิจัย ไม่ใช่การคัดลอกข้อความจากงานวิจัยต้นฉบับ
⚠️ Disclaimer สำหรับ Coohfey.com
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer)
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคำชม แรงจูงใจ การเรียนรู้ พัฒนาการ และสุขภาวะทางอารมณ์ของเด็กเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ จิตวิทยา หรือสุขภาพจิต และไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมิน การวินิจฉัย การบำบัด หรือการรักษาจากกุมารแพทย์ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
งานวิจัยเกี่ยวกับคำชมมีความแตกต่างกันทั้งด้านอายุของเด็ก ประเภทคำชม ลักษณะงาน บริบททางสังคมและวัฒนธรรม ระดับ self-esteem และผลลัพธ์ที่ศึกษา จึงไม่ควรตีความว่าคำชมรูปแบบหนึ่งจะให้ผลเหมือนกันกับเด็กทุกคน
บทความนี้ไม่ได้เสนอจำนวนคำชมขั้นต่ำหรือสูงสุดที่เด็กควรได้รับต่อวัน และไม่ควรใช้จำนวนครั้งของการชมเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของการเลี้ยงดู
คำว่า process praise, effort praise, modest praise, inflated praise และคำชมประเภทอื่น ๆ ในงานวิจัยมีความหมายและเงื่อนไขเฉพาะตามการศึกษานั้น ๆ ตัวอย่างประโยคในบทความเป็นแนวทางเพื่อช่วยให้เห็นความแตกต่างเท่านั้น ไม่ใช่สูตรทางจิตวิทยาที่รับประกันผลลัพธ์
ผู้ปกครองควรปรับการสื่อสารให้เหมาะกับอายุ พัฒนาการ บุคลิกภาพ ความต้องการเฉพาะบุคคล วัฒนธรรม และบริบทของเด็กและครอบครัว
หากเด็กมีความกลัวความผิดพลาดอย่างรุนแรง ความวิตกกังวล การหลีกเลี่ยงกิจกรรม การตำหนิตนเอง ความเศร้า ปัญหาความภาคภูมิใจในตนเอง หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมที่ต่อเนื่องและส่งผลต่อการเรียน ความสัมพันธ์ การนอน หรือชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่เหมาะสม
หากเด็กมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือมีสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือบริการทางการแพทย์/ฉุกเฉินที่เหมาะสมโดยเร็ว
Coohfey.com ไม่รับรองว่าการใช้คำชมหรือแนวทางการสื่อสารที่กล่าวถึงในบทความจะให้ผลเหมือนกันในเด็กทุกคน และเนื้อหานี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการรับรองวิธีการรักษา โปรแกรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใด ๆ
