Posted on

😡 เมื่อลูกโกรธง่าย พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร? เข้าใจอารมณ์โกรธและช่วยเด็กเรียนรู้การควบคุมอารมณ์

เด็กที่โกรธง่าย ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็น “เด็กนิสัยไม่ดี” เสมอไป

ความโกรธเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อเด็กถูกขัดใจ รู้สึกไม่ยุติธรรม ทำสิ่งที่ต้องการไม่สำเร็จ เหนื่อย หิว หรือกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากเกินกว่าจะจัดการได้ เด็กอาจแสดงความรู้สึกออกมาด้วยการร้องไห้ ตะโกน กระทืบเท้า โต้เถียง หรือพฤติกรรมอื่น ๆ

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้เด็ก “ไม่โกรธอีกเลย” แต่เป็นการช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เมื่อความโกรธเกิดขึ้น เขาจะรับรู้ เข้าใจ และจัดการกับอารมณ์นั้นอย่างปลอดภัยได้อย่างไร


ความโกรธไม่ใช่อารมณ์ที่ผิด

งานวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมความโกรธในเด็กวัย 6–10 ปีของ Rohlf และ Krahé อธิบายว่า ความโกรธเป็นอารมณ์ที่พบได้ทั่วไปในวัยเด็ก และการพัฒนาทักษะควบคุมอารมณ์ยังดำเนินต่อไปตลอดช่วงวัยเด็ก นักวิจัยยังชี้ว่าการควบคุมความโกรธอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก และวิธีที่เด็กใช้จัดการความโกรธมีความสัมพันธ์กับการปรับตัวทางสังคม เช่น พฤติกรรมก้าวร้าวและการถูกปฏิเสธจากเพื่อน [1]

ดังนั้น เมื่อเด็กโกรธ สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรแยกออกจากกันให้ชัดคือ

“ความรู้สึก” กับ “พฤติกรรม”

เด็กสามารถรู้สึกโกรธได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพฤติกรรมที่เกิดจากความโกรธจะยอมรับได้

ตัวอย่างเช่น พ่อแม่อาจบอกลูกว่า

“หนูโกรธได้ แต่เราไม่ตีคนอื่นนะ”

ประโยคเช่นนี้ไม่ได้ปฏิเสธความรู้สึกของเด็ก แต่ยังคงกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมอย่างชัดเจน


การควบคุมอารมณ์คืออะไร?

การควบคุมอารมณ์ หรือ Emotion Regulation ไม่ได้หมายถึงการห้ามตัวเองไม่ให้รู้สึกโกรธ เศร้า หรือกลัว แต่ครอบคลุมกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการติดตาม ประเมิน และปรับประสบการณ์หรือการแสดงออกทางอารมณ์ให้เหมาะกับเป้าหมายและสถานการณ์ [2]

สำหรับเด็ก ทักษะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นสมบูรณ์ในทันที

เด็กจะค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการจัดการอารมณ์ตามวัย ประสบการณ์ สภาพแวดล้อมทางสังคม และปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว งานทบทวนด้านการกำกับตนเองของเด็กยังชี้ให้เห็นว่าการเลี้ยงดูและบริบททางวัฒนธรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านการกำกับตนเองของเด็ก [2]

เพราะฉะนั้น เด็กที่กำลังโกรธอาจไม่ได้กำลัง “เลือกที่จะดื้อ” อย่างที่ผู้ใหญ่มองเห็นเสมอไป แต่บางครั้งเขาอาจยังไม่มีทักษะเพียงพอที่จะจัดการกับอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้น


7 วิธีที่พ่อแม่สามารถช่วยเมื่อลูกกำลังโกรธ

1. ผู้ใหญ่จัดการอารมณ์ของตัวเองก่อน

เมื่อเด็กตะโกน ผู้ใหญ่เองอาจรู้สึกโกรธตามได้ง่าย

แต่หากเด็กและผู้ใหญ่ต่างเพิ่มระดับเสียงพร้อมกัน สถานการณ์มักจะยิ่งจัดการได้ยากขึ้น

ก่อนตอบสนอง พ่อแม่อาจหยุดชั่วครู่ ลดน้ำเสียง พูดให้ช้าลง และพยายามไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ทันที

เป้าหมายในช่วงที่อารมณ์กำลังรุนแรงไม่จำเป็นต้องเป็นการสอนบทเรียนยาว ๆ แต่ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการช่วยให้สถานการณ์สงบลงก่อน


2. ช่วยเด็กเรียกชื่ออารมณ์

เด็กบางคนแสดงความโกรธออกมาทางพฤติกรรม เพราะยังไม่สามารถอธิบายสิ่งที่กำลังรู้สึกได้ดีพอ

พ่อแม่สามารถช่วยสะท้อนอารมณ์ เช่น

“หนูดูโกรธมาก เพราะเกมจบก่อนที่หนูอยากหยุดใช่ไหม”

หรือ

“หนูผิดหวังเพราะทำสิ่งนี้ไม่สำเร็จใช่ไหม”

การช่วยเด็กเชื่อมโยงเหตุการณ์กับความรู้สึก เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเดาความรู้สึกของลูกให้ถูกทุกครั้ง หากไม่แน่ใจสามารถถามว่า

“ตอนนี้หนูรู้สึกโกรธ ผิดหวัง หรือมีอย่างอื่นด้วยไหม?”


3. ยอมรับความรู้สึก แต่กำหนดขอบเขตพฤติกรรม

การบอกว่า

“แม่รู้ว่าหนูโกรธ”

ไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับพฤติกรรมทุกอย่างที่ตามมา

หากเด็กกำลังตี ขว้างของ หรือทำร้ายผู้อื่น ผู้ใหญ่สามารถกำหนดขอบเขตอย่างสงบและชัดเจน เช่น

“แม่รู้ว่าหนูโกรธ แต่แม่จะไม่ให้หนูตีคนอื่น”

แนวคิดสำคัญคือ

ทุกอารมณ์เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกพฤติกรรมจะทำได้

การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันช่วยให้เด็กไม่ต้องเรียนรู้ว่า “ความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี” ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ว่าการแสดงความโกรธต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ปลอดภัย


4. ช่วยลูกค้นหาวิธีสงบอารมณ์ที่เหมาะกับตัวเอง

ไม่มีวิธีจัดการความโกรธเพียงวิธีเดียวที่เหมาะกับเด็กทุกคน

เด็กบางคนอาจรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้อยู่ในบริเวณที่สงบ บางคนต้องการพูดกับผู้ใหญ่ บางคนอาจเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นชั่วคราว

งานวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมความโกรธในเด็กพบว่า กลยุทธ์ต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์แตกต่างกันตามบริบท ตัวอย่างเช่น การเบี่ยงความสนใจจากสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดและการมุ่งแก้ปัญหาถูกจัดเป็นกลยุทธ์ที่ปรับตัวได้ในบริบทที่ศึกษา ขณะที่การหมกมุ่นกับสิ่งที่ทำให้หงุดหงิด การระบายออกบางรูปแบบ หรือการยอมแพ้ต่อสถานการณ์มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางสังคมที่ไม่พึงประสงค์มากกว่า [1]

กิจกรรมง่าย ๆ ที่อาจทดลองกับเด็ก ได้แก่

  • เดินออกจากสถานการณ์ชั่วคราวเมื่อปลอดภัย
  • หายใจช้า ๆ
  • ดื่มน้ำ
  • วาดรูปหรือระบายสี
  • นั่งในพื้นที่เงียบ
  • ฟังเพลง
  • พูดกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ
  • เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นสักพัก
  • เมื่อสงบแล้วจึงกลับมาคิดหาวิธีแก้ปัญหา

กิจกรรมเหล่านี้ควรถูกนำเสนอเป็น ทางเลือกในการช่วยผ่อนคลายและฝึกจัดการอารมณ์ ไม่ใช่วิธีรักษาปัญหาสุขภาพจิต


5. อย่ารีบสอนเหตุผลในช่วงที่ลูกกำลังโกรธจัด

ช่วงที่อารมณ์กำลังรุนแรงอาจไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการอธิบายเหตุผลยาว ๆ หรือถามคำถามหลายข้อ

พ่อแม่อาจให้ความสำคัญกับการทำให้สถานการณ์ปลอดภัยและสงบก่อน หลังจากอารมณ์ลดลงแล้วจึงค่อยพูดคุยว่า

“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?”

“อะไรทำให้หนูโกรธ?”

“ครั้งหน้าถ้าเกิดแบบนี้อีก เราลองทำอะไรได้บ้าง?”

การพูดคุยหลังเหตุการณ์ยังเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกคิดแก้ปัญหา ซึ่งมีความสำคัญ เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กวัยกลางชี้ว่าการมุ่งแก้ปัญหาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เด็กมองว่ามีประโยชน์ต่อการจัดการความโกรธ [1]


6. ระวังการใช้หน้าจอเป็นวิธีหลักในการหยุดอารมณ์โกรธ

โทรศัพท์หรือแท็บเล็ตอาจทำให้เด็กหยุดร้องหรือสงบลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าพ่อแม่บางคนเลือกใช้วิธีนี้

แต่การใช้หน้าจอเป็นเครื่องมือหลักเพื่อหยุดอารมณ์ทุกครั้งอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาว

งานวิจัยแบบติดตามระยะยาวในผู้ปกครอง 265 คนและเด็กเล็กพบว่า การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อช่วยควบคุมอารมณ์ของเด็กบ่อยกว่าในช่วงเริ่มต้นสัมพันธ์กับความโกรธ/ความหงุดหงิดที่มากขึ้นและ effortful control ที่ต่ำลงในหนึ่งปีต่อมา นักวิจัยจึงเสนอว่าการพึ่งอุปกรณ์ดิจิทัลในการจัดการอารมณ์อาจขัดขวางโอกาสในการพัฒนาทักษะการกำกับตนเองบางด้าน [3]

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวมีข้อจำกัด เช่น อาศัยรายงานของผู้ปกครอง การวัดการใช้สื่อเพื่อควบคุมอารมณ์ด้วยคำถามเพียงข้อเดียว กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และการเก็บข้อมูลในช่วงการระบาดของ COVID-19 นักวิจัยเองจึงระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม [3]

ดังนั้น ประเด็นนี้ไม่ควรถูกตีความว่า “หน้าจอทำให้เด็กโกรธ” หรือว่าพ่อแม่ห้ามใช้หน้าจอโดยสิ้นเชิง แต่ควรพิจารณาว่าเราใช้หน้าจอเป็นวิธีหยุดอารมณ์ของเด็กโดยอัตโนมัติทุกครั้งหรือไม่


7. ฝึกเรื่องอารมณ์ในเวลาที่ลูกอารมณ์ดีด้วย

การเรียนรู้เรื่องความโกรธไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เด็กกำลังโกรธ

ในช่วงเวลาปกติ พ่อแม่สามารถชวนลูกพูดคุย เช่น

“เวลาโกรธ หนูรู้สึกตรงไหนของร่างกาย?”

“ก่อนหนูจะตะโกน หนูสังเกตอะไรได้บ้าง?”

“อะไรช่วยให้หนูรู้สึกดีขึ้น?”

เด็กอาจเริ่มสังเกตสัญญาณของตนเอง เช่น ใจเต้นเร็ว กำมือแน่น หน้าแดง อยากตะโกน หรือรู้สึกร้อน

เมื่อเด็กเริ่มสังเกตสัญญาณเหล่านี้ได้เร็วขึ้น พ่อแม่ก็สามารถช่วยให้เขาทดลองใช้วิธีจัดการอารมณ์ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้น


สิ่งที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยง

เมื่อเด็กโกรธ พ่อแม่ควรระมัดระวังการตอบสนองที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เช่น การตะโกนแข่งกับลูก การดูถูก การประชด การทำให้เด็กรู้สึกอับอาย หรือการติดป้ายว่าเป็น “เด็กขี้โมโห” หรือ “เด็กนิสัยไม่ดี”

ควรแยก ตัวตนของเด็ก ออกจาก พฤติกรรมของเด็ก

แทนที่จะพูดว่า

❌ “ทำไมหนูเป็นเด็กขี้โมโหแบบนี้?”

อาจเปลี่ยนเป็น

✅ “แม่เห็นว่าตอนนี้หนูโกรธมาก เรามาหาวิธีจัดการกับความโกรธกัน”

ความแตกต่างเล็ก ๆ ทางภาษาอาจช่วยให้ประเด็นอยู่ที่อารมณ์และพฤติกรรมที่สามารถเรียนรู้และปรับเปลี่ยนได้ แทนที่จะทำให้เด็กเข้าใจว่าความโกรธเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่แก้ไขไม่ได้


แล้วเมื่อไรที่ “โกรธง่าย” ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ?

ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติ แต่หากพฤติกรรมโกรธเกิดขึ้นบ่อย รุนแรง หรือส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน ผู้ปกครองไม่ควรรีบด่วนสรุปว่าเป็นเพียง “นิสัย”

ควรพิจารณาปรึกษากุมารแพทย์ นักจิตวิทยาเด็ก จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะเมื่อพบว่าเด็ก

  • ทำร้ายตนเองหรือพูดถึงการทำร้ายตนเอง
  • ทำร้ายผู้อื่นอย่างรุนแรง
  • ทำลายสิ่งของเป็นประจำ
  • มีอารมณ์โกรธรุนแรงมากจนกระทบการเรียนหรือความสัมพันธ์
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรมอย่างชัดเจน
  • มีความเศร้า ความกลัว ความวิตกกังวล หรืออาการอื่นร่วมด้วย
  • ครอบครัวรู้สึกว่าไม่สามารถดูแลสถานการณ์ให้ปลอดภัยได้

หากมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็กหรือบุคคลอื่น ควรขอความช่วยเหลือจากบริการทางการแพทย์หรือบริการฉุกเฉินที่เหมาะสมโดยไม่รอให้อาการดีขึ้นเอง


พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องทำให้ความโกรธหายไป

เป้าหมายสำคัญของการดูแลเด็กไม่ใช่การสร้างเด็กที่ “ไม่เคยโกรธ”

แต่คือการช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่า

“ฉันกำลังโกรธ”

“ฉันรู้ว่าอะไรทำให้ฉันโกรธ”

“ฉันสามารถหยุดก่อนที่จะทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น”

และ

“ฉันมีวิธีจัดการกับความรู้สึกนี้ได้”

งานวิจัยด้านการพัฒนาการกำกับตนเองชี้ให้เห็นว่าทักษะเหล่านี้พัฒนาขึ้นตามวัยและสัมพันธ์กับบริบททางสังคม รวมถึงประสบการณ์กับผู้ดูแล [2] ดังนั้น การตอบสนองอย่างสงบ การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน และการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกจัดการความรู้สึกซ้ำ ๆ อาจเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้

ความโกรธจึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ศัตรู” ของเด็ก

มันสามารถเป็นโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง ความผิดหวัง การแก้ปัญหา และวิธีอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างปลอดภัย


📚 แหล่งอ้างอิงและงานวิจัย

หมายเหตุเกี่ยวกับลิขสิทธิ์: แหล่งข้อมูลที่ใช้เป็นฐานหลักของบทความนี้ได้รับการตรวจสอบจากหน้าบทความของผู้เผยแพร่แล้วว่าเผยแพร่ภายใต้ Creative Commons Attribution License (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้ใช้ แจกจ่าย และดัดแปลง รวมถึงเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ภายใต้เงื่อนไขการให้เครดิตเจ้าของผลงานและแหล่งเผยแพร่ตามข้อกำหนดของใบอนุญาต

[1] Rohlf, H. L., & Krahé, B. (2015). Assessing anger regulation in middle childhood: development and validation of a behavioral observation measure. Frontiers in Psychology, 6, 453.
DOI: 10.3389/fpsyg.2015.00453
License: CC BY
งานวิจัยศึกษาเด็กวัย 6–10 ปี และพัฒนาวิธีสังเกตพฤติกรรมการควบคุมความโกรธ โดยพบความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการจัดการความโกรธบางประเภทกับความก้าวร้าวและการถูกปฏิเสธทางสังคม

[2] Jaramillo, J. M., Rendón, M. I., Muñoz, L., Weis, M., & Trommsdorff, G. (2017). Children’s Self-Regulation in Cultural Contexts: The Role of Parental Socialization Theories, Goals, and Practices. Frontiers in Psychology, 8, 923.
DOI: 10.3389/fpsyg.2017.00923
License: CC BY
บทความวิชาการทบทวนการพัฒนาการกำกับตนเองของเด็ก รวมถึงบทบาทของการเลี้ยงดู กระบวนการทางสังคม และบริบททางวัฒนธรรม

[3] Konok, V., Binet, M.-A., Korom, M., Pogány, Á., Miklósi, Á., & Fitzpatrick, C. (2024). Cure for tantrums? Longitudinal associations between parental digital emotion regulation and children’s self-regulatory skills. Frontiers in Child and Adolescent Psychiatry, 3.
DOI: 10.3389/frcha.2024.1276154
License: CC BY
งานวิจัยแบบติดตามระยะยาวศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการที่ผู้ปกครองใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อจัดการอารมณ์เด็กกับความโกรธ/ความหงุดหงิด effortful control และพฤติกรรมด้านการกำกับตนเองของเด็ก


🔎 การตรวจสอบสิทธิ์การนำข้อมูลไปใช้เชิงพาณิชย์

แหล่งอ้างอิงทั้งสามรายการข้างต้นระบุ Creative Commons Attribution (CC BY) บนหน้าบทความโดยตรง

CC BY อนุญาตให้นำผลงานไป share และ adapt รวมถึงเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องให้เครดิตอย่างเหมาะสม ระบุแหล่งที่มา/ใบอนุญาต และระบุการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการดัดแปลงตามข้อกำหนดของใบอนุญาต

เพื่อความรอบคอบ หากนำ รูปภาพ ตาราง แผนภาพ หรือสื่อของบุคคลที่สาม จากงานวิจัยมาใช้โดยตรง ควรตรวจสอบคำบรรยายหรือเครดิตของสื่อนั้นแยกต่างหาก เพราะสื่อบางรายการอาจมีเงื่อนไขลิขสิทธิ์ต่างจากตัวบทความ


⚠️ Disclaimer สำหรับ Coohfey.com

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer):
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอารมณ์และพัฒนาการของเด็กเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย การบำบัด หรือการรักษาปัญหาสุขภาพจิต เนื้อหาและกิจกรรมที่กล่าวถึงในบทความไม่ควรใช้ทดแทนการประเมินหรือคำแนะนำจากกุมารแพทย์ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ บุคลิกภาพ สภาพแวดล้อม และความต้องการแตกต่างกัน หากผู้ปกครองกังวลเกี่ยวกับอารมณ์ พฤติกรรม หรือพัฒนาการของเด็ก หรือหากเด็กมีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมโดยเร็ว

Coohfey.com ไม่รับรองว่ากิจกรรมหรือแนวทางทั่วไปที่กล่าวถึงในบทความจะให้ผลเหมือนกันในเด็กทุกคน และไม่ควรตีความเนื้อหาในบทความว่าเป็นการรับรองวิธีการรักษา ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใด ๆ