Posted on

💼 ทำไมคนหนุ่มสาวที่รอดชีวิตจากมะเร็งยังเผชิญความท้าทายในที่ทำงาน?

วิเคราะห์จากงานวิจัยใหม่ในวารสาร JAMA Network Open

🧠 บทนำ: หลังมะเร็งชีวิตไม่ได้ “กลับมาเหมือนเดิม” เสมอไป

แม้การแพทย์ยุคใหม่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก “รอดชีวิต” ได้ยาวนานขึ้น แต่สิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่รู้คือ “การกลับไปใช้ชีวิตการทำงานปกติ” ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18–39 ปี ที่อยู่ในช่วงต้นของเส้นทางอาชีพ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เดือนสิงหาคม ปี 2025 ได้สำรวจว่า ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งในวัยหนุ่มสาวเผชิญความท้าทายแบบใดบ้างในโลกของการทำงาน — ทั้งในแง่ การขาดงาน (absenteeism), ประสิทธิภาพในการทำงาน (presenteeism) และ คุณภาพชีวิตโดยรวม (quality of life)

📊 ใครคือกลุ่มที่เข้าร่วมการศึกษา?

งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากผู้รอดชีวิตจากมะเร็งจำนวน 198 คน ในช่วงอายุเฉลี่ย 39 ปี (โดยเฉลี่ยอายุ 31 ปีตอนเริ่มรักษา)
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงกว่า 70% และกลุ่มมะเร็งที่พบมากที่สุดคือ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งในระบบเลือด

นักวิจัยได้สอบถามทั้งเรื่องสถานะการทำงาน รายได้ การศึกษา สุขภาพกายใจ และความสามารถในการกลับมาทำงานในแต่ละวัน

💼 ผลลัพธ์: กลับมาทำงานได้ แต่ “ไม่เหมือนเดิม”

ผลการศึกษาเผยว่า แม้จะมีผู้รอดชีวิตกว่า 90% ที่กลับเข้าสู่การทำงานได้ แต่ราว 7% ยังคงว่างงาน ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ต่างจากคนทั่วไปในช่วงวัยเดียวกันมากนัก

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ “คุณภาพชีวิต” —
คนที่ยังทำงานอยู่กลับพบว่า ประสิทธิภาพในการทำงาน (presenteeism) ลดลง เช่น เหนื่อยง่าย สมาธิลดลง หรือเจ็บป่วยเรื้อรังจากผลข้างเคียงของการรักษา ขณะที่บางคนต้องขาดงานบ่อยเพื่อไปตรวจติดตามอาการ

🧩 ตัวเลขน่าสนใจจากงานวิจัย

  • ค่าเฉลี่ยขาดงาน (Absenteeism): ศูนย์วันต่อเดือน (ส่วนใหญ่ยังทำงานได้เต็มเวลา)
  • ประสิทธิภาพการทำงาน (Presenteeism): อยู่ที่ประมาณ 80% ของศักยภาพปกติ
  • รายได้ที่สูญเสียไปจากการขาดงาน: ประมาณ 1,262 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
  • ผู้ที่ขาดงานบ่อยมีแนวโน้มเกิด ภาวะวิตกกังวล (Anxiety) และ ความเหนื่อยล้า (Fatigue) สูงกว่ากลุ่มอื่น

🧘‍♀️ จิตใจก็สำคัญไม่แพ้ร่างกาย

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล มีแนวโน้มที่จะมี “ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง” และ “ขาดงานบ่อยขึ้น”

นักวิจัยชี้ว่า การสนับสนุนทางจิตใจหลังมะเร็งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น การให้คำปรึกษา (counseling) หรือโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพจิตใจในที่ทำงาน เพราะจะช่วยให้ผู้รอดชีวิตกลับมามีสมดุลชีวิตและการทำงานได้ดีขึ้น

🏢 บทเรียนสำหรับนายจ้างและสังคม

ผลวิจัยนี้ไม่ได้ชี้ให้เห็นเพียงตัวเลขของผู้ว่างงาน แต่ยังสะท้อนว่า “การกลับมาทำงาน” ไม่ได้หมายถึง “หายดีแล้ว”
องค์กรควรปรับแนวทางการจัดการ เช่น

  • ให้เวลาพักหรือทำงานยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ลดความกดดันในช่วงฟื้นตัว
  • สนับสนุนด้านสุขภาพจิตในที่ทำงาน

การสร้างสภาพแวดล้อมที่เข้าใจและให้โอกาส จะช่วยให้ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน

⚠️ หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ในวารสาร JAMA Network Open เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ส่วนบุคคล

หากผู้อ่านหรือบุคคลใกล้ชิดมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง หรือกำลังฟื้นฟูหลังการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยา หรือจิตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

เนื้อหาภายในบทความนี้อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ เช่น

  • วารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (JAMA Network Open)
  • สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health: NIH)
  • องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO)

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อาจมีข้อจำกัดและอาจไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ได้โดยตรง

💬 ข้อคิดส่งท้าย

สำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง การกลับมาทำงานอีกครั้งคือสัญลักษณ์แห่ง “ชัยชนะ” และ “ความหวัง”
แต่สิ่งที่สังคมควรช่วยกันตระหนักคือ ชัยชนะนี้จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับ โอกาส ความเข้าใจ และการสนับสนุนทั้งร่างกายและจิตใจ

📚 แหล่งอ้างอิง

  • Bhatt NS, Voutsinas J, Winters M, et al. Work Status, Absenteeism, Presenteeism, and Quality of Life in Young Adult Cancer Survivors. JAMA Network Open. 2025;8(8):e2528882. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.28882
  • American Medical Association (AMA) – วารสาร JAMA Network Open, สหรัฐอเมริกา
Posted on

ผลวิจัยชี้ เด็กที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง เสี่ยงภาวะกระดูกพรุนตอนโต แม้ผ่านมานานนับสิบปี แนะเฝ้าระวังตั้งแต่วัยรุ่น

(ภาพประกอบ)

ผลวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อเดือนมกราคม 2025 เผยให้เห็นว่า ผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งในวัยเด็กมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะกระดูกบาง (osteopenia) และกระดูกพรุน (osteoporosis) เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยรังสีบริเวณสมองหรืออัณฑะ รวมถึงผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนผิดปกติ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงระยะยาวจากการรักษาโรคมะเร็งในวัยเด็ก

การศึกษาวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจากโครงการ St. Jude Lifetime Cohort Study (SJLIFE) ซึ่งติดตามผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งในวัยเด็กจำนวนกว่า 3,500 คน โดยวัดค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density: BMD) ด้วยเครื่อง Dual-Energy X-ray Absorptiometry (DEXA scan) และวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น ระดับฮอร์โมน พฤติกรรมการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งวัยเด็ก เสี่ยงกระดูกบางมากกว่าประชากรทั่วไป

จากผลการวิจัยพบว่า

  • ประมาณ 23.7% ของผู้เข้าร่วมมีภาวะกระดูกบาง (osteopenia)
  • 5.9% มีภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis)
  • กลุ่มผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงถึงสองเท่า
  • ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีภาวะกระดูกบางหรือพรุนในระดับรุนแรงมักมีคุณภาพชีวิตต่ำลงในหลายมิติ เช่น

  • มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลมากกว่า
  • มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวและกิจวัตรประจำวัน
  • มีโอกาสว่างงานหรือทำงานได้น้อยลง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ: รังสีรักษา พฤติกรรมชีวิต และฮอร์โมน

ทีมวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อภาวะกระดูกบางในกลุ่มผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง ได้แก่

  1. การได้รับรังสีรักษาบริเวณศีรษะหรือกะโหลก (cranial radiation therapy) ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ทำให้ระดับฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) ลดลง
  2. การได้รับรังสีที่อัณฑะหรืออุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ (hypogonadism)
  3. พฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย และรับแคลเซียมหรือวิตามินดีไม่เพียงพอ
  4. น้ำหนักตัวน้อยเกินไป และ ภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงหรือหลังการรักษามะเร็ง

นักวิจัยเน้นย้ำว่าภาวะเหล่านี้ล้วนสามารถป้องกันและรักษาได้ หากมีการติดตามและวางแผนสุขภาพอย่างเหมาะสมในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ควรมีแนวทางตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก ในผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง

แม้จะยังไม่มีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการในการตรวจคัดกรองกระดูกบางในผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งในวัยเด็ก แต่ผลการศึกษานี้เสนอว่า

  • ควรเริ่มตรวจวัด BMD ตั้งแต่อายุ 18–25 ปี
  • ผู้ที่ได้รับรังสีรักษาบริเวณสมองหรืออัณฑะ ควรได้รับการตรวจ BMD เป็นระยะ
  • ควรมีการประเมินระดับฮอร์โมนเป็นประจำ โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนการเจริญเติบโต
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างเหมาะสม กินอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

นอกจากนี้ ผู้เขียนงานวิจัยยังเรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งในวัยเด็ก จัดตั้ง “คลินิกติดตามระยะยาว” (long-term survivorship clinics) ที่ให้บริการตรวจสุขภาพกระดูกและระบบต่อมไร้ท่อต่อเนื่องหลังจบการรักษา

สรุปสำหรับประชาชนทั่วไป

ผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งในวัยเด็ก แม้จะรักษาหายขาดแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุน ซึ่งอาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลงเมื่อโตขึ้น ดังนั้น ควรตรวจเช็คสุขภาพกระดูกเป็นระยะ และดูแลพฤติกรรมชีวิตให้เหมาะสม เช่น ออกกำลังกาย เลิกบุหรี่ และปรึกษาแพทย์เรื่องฮอร์โมนหากสงสัยผิดปกติ.

แหล่งอ้างอิง :

St. Jude Lifetime Cohort Study. “Attributable Risk and Consequences of Bone Mineral Density Deficits in Childhood Cancer Survivors.” JAMA Network Open, 10 ม.ค. 2025. doi:10.1001/jamanetworkopen.2024.54069