Posted on

👵 ไขปริศนาความยืนยาว: ผู้หญิงอายุ 117 ปี และบทเรียนจากพันธุกรรม

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสเปน–สหราชอาณาจักรตีพิมพ์งานในวารสาร Cell Reports Medicine ศึกษา “มัลติโอมิกส์ (multi-omics)” ของ มาเรีย บราญัส โมเรรา (María Branyas Morera) ผู้ครองสถิติ “ผู้มีอายุมากที่สุดในโลก” ก่อนถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุ 117 ปี 168 วัน (ส.ค. 2024) จุดประสงค์คือดูว่า ยีน เมตาบอลิซึม ภูมิคุ้มกัน ไมโครไบโอมในลำไส้ และอีพิเจเนติกส์ ของเธอ “ผสานกัน” อย่างไรจนคงสุขภาพดีถึงวัยสุดท้ายของชีวิต โดยงานชี้ว่า “ไม่ใช่ปัจจัยเดียว” แต่เป็นชุดคุณลักษณะทำงานร่วมกันทั้ง พันธุกรรมปกป้องโรค + วิถีชีวิต/อาหาร + ไมโครไบโอมวัยหนุ่มสาว + ภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพ. Cell+2Nature+2

🧠 ประเด็นหลักจากงานวิจัย: “หลายระบบทำงานร่วมกัน”

  • ยีนหายากที่ปกป้องโรค: พบตัวแปรพันธุกรรมหายากสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจ–หลอดเลือด มะเร็ง และเสื่อมถอยของสมองต่ำลง ขณะเดียวกันไม่มีตัวแปรเสี่ยงสำคัญบางชนิดที่มักพบในประชากรทั่วไป. ScienceAlert+1
  • ไมโครไบโอม “วัยหนุ่มสาว”: อุดมด้วย บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ใกล้เคียงคนอายุน้อย ซึ่งเชื่อมโยงการอักเสบระดับต่ำและภูมิคุ้มกันสมดุล—สอดคล้องกับ “นิสัยกินโยเกิร์ตทุกวัน” ของเธอ. EatingWell+1
  • เมตาบอลิซึมไขมันและภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพ: ชี้ความสามารถจัดการไขมันดีและเซลล์ภูมิคุ้มกันแข็งแรงแม้ในวัยสุดสุด (extreme old age). Leicester Biomedical Research Centre
  • อีพิเจเนติกเอจ (อายุชีวภาพ) อ่อนกว่าจริง: แม้เทโลเมียร์สั้นมาก แต่มาตรวัดอีพิเจเนติกบางชนิดชี้ว่าอายุชีวภาพ “อ่อนกว่า” อายุจริงหลายปี ซึ่งสอดคล้องสุขภาพที่ยังดี. EatingWell

สรุป: ทีมวิจัยย้ำว่า “ดวง + พันธุกรรมดี” ไม่พอ หากไม่มี “พฤติกรรมสุขภาพและสังคมที่เอื้อ”—จุดนี้สอดคล้องแนวคิด “อายุยืนแบบสุขภาพดี (healthy longevity)” ที่เน้นคุณภาพชีวิตมากกว่าตัวเลขปี. CBS News

🥗🍶 บทเรียนเชิงวิถีชีวิตจากผู้มีอายุยืน (ที่งานวิจัยระบุ)

  • อาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียน เน้นพืชเป็นหลัก น้ำมันมะกอก และ โยเกิร์ตวันละ 3 ครั้ง ต่อเนื่องยาวนาน (หนุนไมโครไบโอม). CBS News+1
  • เดินออกกำลังสม่ำเสมอ พักผ่อนพอ หลีกเลี่ยงบุหรี่–แอลกอฮอล์ และรักษาสัมพันธภาพทางสังคม. CBS News
  • วิถีชีวิตชนบท เรียบง่าย เครียดต่ำ—เป็นฉากหลังที่ “เสริมฤทธิ์” กับพันธุกรรมที่ดี. https://www.whsv.com

🧪🔬 ทำไม “การศึกษาแบบมัลติโอมิกส์” จึงสำคัญ

การดูแค่ยีนไม่พอ นักวิทยาศาสตร์จึงวัด จีโนม–ทรานสคริปโตม–โปรตีโอม–เมตาโบโลม–ไมโครไบโอม–อีพิเจโนม พร้อมกัน เพื่อเห็น “ภาพรวมกลไกชีววิทยา” ที่คงสุขภาพจนถึงอายุ 117 ปี งานนี้เป็น “พิมพ์เขียว (blueprint)” ระดับบุคคลที่ละเอียดที่สุดชิ้นหนึ่งในผู้สูงอายุสุดสุด และสนับสนุนทิศทางวิจัยระหว่างประเทศของ สถาบันแห่งชาติเพื่อการสูงอายุ(NIA) ว่าการไขปริศนาอายุยืนต้องบูรณาการหลายชั้นข้อมูล. Cell+1

🧯 ข้อจำกัดของงานและข้อควรระวังในการตีความ

  • ตัวอย่างเพียง 1 คน: เป็น “กรณีตัวอย่าง (case study)” ที่ลึกมาก จึงให้เบาะแสเชิงชีววิทยา แต่ยัง สรุปอธิบายประชากรทั้งหมดไม่ได้—ต้องยืนยันซ้ำในโครงการหลายศูนย์/หลายคน (เช่น New England Centenarian Study ที่ได้รับทุนรัฐสหรัฐฯ). Nature+1
  • ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุซับซ้อน: แม้พบยีนปกป้องและไมโครไบโอมดี แต่อิทธิพลสิ่งแวดล้อม สังคม และ “โชค” ยังมีบทบาท งานรัฐและองค์การอนามัยโลกย้ำเสมอว่า “อายุยืนอย่างมีสุขภาพ” ต้องพึ่งระบบบริการและสังคมที่เอื้อ. World Health Organization+1

🧭 แนวทางที่ปฏิบัติได้

  1. ดูแลเมนูประจำวันแบบเมดิเตอร์เรเนียน + ผลิตภัณฑ์นมหมักอย่างพอเหมาะ (เช่น โยเกิร์ตธรรมดา) เพื่อพยุงไมโครไบโอม—แต่ผู้ป่วยบางโรค/แพ้นมควรปรึกษาแพทย์ก่อน. EatingWell
  2. ออกกำลังสม่ำเสมอ–นอนพอ–ไม่สูบบุหรี่/ไม่ดื่มแอลกอฮอล์—หลักฐานรัฐอเมริกันด้าน “สุขภาพสูงวัย” ย้ำชัด. National Institute on Aging
  3. สร้างเครือข่ายสังคมและอารมณ์ ลดความโดดเดี่ยว สนับสนุนสุขภาพจิตในวัยสูงอายุ ตามกรอบ “ทศวรรษแห่งการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ 2021–2030” ขององค์การอนามัยโลก(WHO). World Health Organization
  4. ติดตามคัดกรองสุขภาพตามคำแนะนำภาครัฐ—ไทยมีแนวทางโภชนาการและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. nutrition2.anamai.moph.go.th

🧪📈 ความหมายเชิงวิทยาศาสตร์–สาธารณสุข

  • ก้าวหน้าสู่การแพทย์แม่นยำ (Precision Health) ในวัยสูงอายุ: “พิมพ์เขียวมัลติโอมิกส์ของผู้มีอายุยืนสุดสุด” ชี้ทางพัฒนาวินิจฉัย/ป้องกันเชิงเฉพาะบุคคลในอนาคต โดยสอดคล้องทิศทางของ สถาบันแห่งชาติเพื่อการสูงอายุ(NIA) ที่หนุนงานพันธุกรรมอายุยืน—เพื่อเป้าหมายยืด “ช่วงชีวิตสุขภาพ (healthspan)” มากกว่าตัวเลขอายุ. AGs Journals+1
  • นโยบายสังคมสูงวัย: องค์การอนามัยโลกผลักดัน “ชุมชนเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” เพื่อให้โครงสร้างเมือง–ระบบบริการเอื้อต่อผู้สูงวัย ไม่ใช่พึ่ง “ยีนดี” เพียงอย่างเดียว. World Health Organization

📌 คำย่อที่ใช้ในบทความ

  • สถาบันแห่งชาติเพื่อการสูงอายุ (National Institute on Aging; เอ็นไอเอ(NIA))
  • องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ(WHO))
  • วารสาร Cell Reports Medicine (เซล รีพอร์ตส์ เมดิซิน)

📚 แหล่งอ้างอิงวิจัย/ข่าว

  • Cell Reports Medicine: The multiomics blueprint of the individual with the most successful human ageing (เผยแพร่ออนไลน์ 24 ก.ย. 2025). Cell
  • Nature News: She lived to 117: what her genes and lifestyle tell us about longevity (สรุปผลงาน). Nature
  • CBS News / WTTW: สกู๊ปอธิบายผลการศึกษาและบริบทวิถีชีวิต. CBS News+1
  • ScienceAlert / Discover: สรุปตัวแปรยีนปกป้อง + ไมโครไบโอมวัยเยาว์. ScienceAlert+1

🏛️ แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานภาครัฐ

ประเทศไทย

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข: งานส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพผู้สูงอายุ (Bureau of Nutrition—Working-Age and Elderly). nutrition2.anamai.moph.go.th

ต่างประเทศ

  • สถาบันแห่งชาติเพื่อการสูงอายุ(NIA), สหรัฐอเมริกา: บทความ/ทรัพยากร “Healthy Aging” และข่าววิจัยด้านอายุยืน. National Institute on Aging+1
  • องค์การอนามัยโลก(WHO): Ageing and health และกรอบ ทศวรรษแห่งการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ 2021–2030 รวมถึงแนวคิด “ชุมชนเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ”. World Health Organization+1

หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่าน: ข้อมูลนี้เพื่อการสื่อสารสาธารณะและการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่คำวินิจฉัย/การรักษา หากมีโรคประจำตัว แพ้นมวัว หรือใช้ยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับอาหาร/อาหารเสริม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้มีภาวะเปราะบาง

Posted on

โยเกิร์ต: ประโยชน์ต่อสุขภาพ ข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวัง

โยเกิร์ต (Yogurt) เป็นผลิตภัณฑ์นมหมักที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพ เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเชื่อว่าช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร แต่การบริโภคโยเกิร์ตยังต้องอาศัยความเข้าใจด้านโภชนาการเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงหรือความเข้าใจผิดต่าง ๆ ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวังของโยเกิร์ตโดยอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

✅ ประโยชน์ของโยเกิร์ตที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

1. สนับสนุนระบบย่อยอาหาร

โยเกิร์ตมี โพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นแบคทีเรียดีที่ช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
งานวิจัย:
การศึกษาใน Journal of Clinical Gastroenterology ปี 2010 พบว่า โยเกิร์ตที่มีสายพันธุ์ Lactobacillus และ Bifidobacterium ช่วยลดอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ได้อย่างมีนัยสำคัญ [1]

2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

โพรไบโอติกส์ยังมีบทบาทในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวได้ดียิ่งขึ้น
งานวิจัย:
American Journal of Clinical Nutrition (2006) รายงานว่า การบริโภคโยเกิร์ตเป็นประจำช่วยเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ [2]

3. เสริมสร้างมวลกระดูก

โยเกิร์ตเป็นแหล่งของแคลเซียม โปรตีน และวิตามิน D ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพกระดูก
งานวิจัย:
การวิเคราะห์ใน Osteoporosis International (2017) พบว่า ผู้สูงอายุที่บริโภคโยเกิร์ตเป็นประจำมีความหนาแน่นของกระดูกสูงกว่าผู้ที่ไม่บริโภค [3]

4. ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความดันโลหิต

โยเกิร์ตไขมันต่ำมีบทบาทในการลดความดันโลหิตและไขมันเลว (LDL)
งานวิจัย:
ผลการศึกษาใน American Journal of Hypertension (2018) พบว่า การบริโภคโยเกิร์ตมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ 20% [4]

⚠️ ข้อเสียและข้อควรระวังในการบริโภคโยเกิร์ต

1. โยเกิร์ตที่เติมน้ำตาลสูง

โยเกิร์ตรสผลไม้หรือโยเกิร์ตพร้อมรับประทานในเชิงพาณิชย์มักเติมน้ำตาลในปริมาณสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน
งานวิจัย:
ใน BMJ Open (2018) พบว่า โยเกิร์ตรสหวานหลายชนิดมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 10-15 กรัมต่อถ้วย ซึ่งเกินปริมาณที่แนะนำ [5]

2. ผู้แพ้นมวัว (Lactose Intolerance)

บางคนมีปัญหาในการย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือแน่นท้อง
งานวิจัย:
Nutrition Research Reviews (2015) แนะนำว่าผู้ที่มีอาการควรเลือกโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์สูงหรือเป็นสูตรแลคโตสต่ำ [6]

3. อาจมีไขมันอิ่มตัวสูง (ในโยเกิร์ตชนิดเต็มไขมัน)

แม้ไขมันจะจำเป็นต่อร่างกาย แต่การบริโภคมากเกินไปอาจเพิ่มคอเลสเตอรอล
งานวิจัย:
British Journal of Nutrition (2016) พบว่าการบริโภคโยเกิร์ตเต็มไขมันเป็นประจำสัมพันธ์กับระดับ LDL สูงขึ้นในบางกลุ่ม [7]

🧠 ข้อแนะนำในการเลือกบริโภคโยเกิร์ต

  • เลือกโยเกิร์ตธรรมชาติ (Plain Yogurt) แบบ ไม่เติมน้ำตาล
  • พิจารณา โยเกิร์ตแบบกรีก (Greek Yogurt) หากต้องการโปรตีนสูง
  • อ่านฉลากเพื่อดูปริมาณโพรไบโอติกส์และน้ำตาลต่อหน่วย
  • สำหรับผู้มีอาการแพ้นม แนะนำโยเกิร์ตจากนมพืช เช่น โยเกิร์ตจากนมอัลมอนด์หรือนมมะพร้าว

📚 สรุป

โยเกิร์ตถือเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบย่อยอาหาร กระดูก และภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรใส่ใจเรื่องปริมาณน้ำตาล ไขมัน และอาการแพ้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากโยเกิร์ต.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Whorwell PJ, et al. Journal of Clinical Gastroenterology. 2010;44(1):10-16.
  2. Gill HS, et al. American Journal of Clinical Nutrition. 2006;83(5):1048–1052.
  3. Laird E, et al. Osteoporosis International. 2017;28(11):3039–3045.
  4. Buendia JR, et al. American Journal of Hypertension. 2018;31(4):419–427.
  5. Moore JB, et al. BMJ Open. 2018;8(8):e021387.
  6. Misselwitz B, et al. Nutrition Research Reviews. 2015;28(1):82–89.
  7. Givens DI. British Journal of Nutrition. 2016;115(4):737–747.
Posted on

อาหารกับภูมิคุ้มกัน: ความสัมพันธ์ที่สำคัญต่อการมีสุขภาพดี

ในโลกยุคปัจจุบันที่เชื้อโรคและไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา การมี “ระบบภูมิคุ้มกัน” ที่แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะระบบนี้คือแนวป้องกันด่านแรกของร่างกายที่ช่วยรับมือกับเชื้อโรคต่าง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันก็คือ “อาหาร” ที่เรากินในแต่ละวัน

บทความนี้ขอนำเสนอ 5 อาหารสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับว่า ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแนะนำวิธีการกินให้ได้คุณค่าทางโภชนาการสูงสุด

1. ผักตระกูลกระหล่ำ(ครูซิเฟอรัส) พืชสีเขียวที่มากด้วยพลัง ต่อต้านโรค

ผักในกลุ่มนี้ ได้แก่ บรอกโคลี คะน้า เคล ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี เป็นแหล่งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นแนวป้องกันสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยพบว่า ผักกลุ่มนี้ยังอุดมไปด้วยสารกลูโคซิโนเลต (glucosinolates) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ และอาจลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด (Traka & Mithen, 2009)

เคล็ดลับ: นึ่งหรือรับประทานสดเพื่อลดการสูญเสียสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซี

2. ปลาแซลมอน: แหล่งโอเมกา 3 และวิตามินดีที่จำเป็น

ปลาแซลมอนเป็นแหล่งกรดไขมันโอเมกา 3 ชนิด EPA และ DHA ที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบในร่างกาย ช่วยควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้เกินพอดี ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง

นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินดี ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน (Aranow, 2011)

เคล็ดลับ: เลือกปรุงด้วยวิธีอบหรือย่างโดยไม่ใส่น้ำมันมากเกินไป เพื่อคงคุณค่าสารอาหาร

3. โยเกิร์ตและโพรไบโอติกส์: เสริมลำไส้ให้แกร่ง ภูมิคุ้มกันก็ตามมา

ในลำไส้ของเรามีเซลล์ภูมิคุ้มกันมากถึง 70% ของร่างกาย และแบคทีเรียดีในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน โยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์จึงเป็นอาหารสำคัญที่ช่วยเสริม “เกราะป้องกันภายใน”

งานวิจัยชี้ว่า โพรไบโอติกส์สามารถลดอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็ก (Hao et al., 2015)

เคล็ดลับ: เลือกโยเกิร์ตไม่ปรุงแต่งรส และอ่านฉลากให้แน่ใจว่ามีจุลินทรีย์มีชีวิต เช่น Lactobacillus หรือ Bifidobacterium

4. ขมิ้นชันและสารเคอร์คูมิน: เครื่องเทศไทยเสริมภูมิต้านทาน

ขมิ้นชันคือสมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลก เนื่องจากมีสารสำคัญชื่อ “เคอร์คูมิน” (curcumin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด macrophage ที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรค

งานวิจัยโดย Aggarwal et al. (2007) พบว่า เคอร์คูมินสามารถลดสารก่ออักเสบในร่างกาย เช่น TNF-α และ IL-6 ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังและภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เคล็ดลับ: เคอร์คูมินดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อกินร่วมกับพริกไทยดำ หรือไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรือนม

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี: แหล่งแอนตี้ออกซิแดนต์จากธรรมชาติ

ผลไม้เบอร์รี เช่น บลูเบอร์รี แครนเบอร์รี และมัลเบอร์รี อุดมไปด้วยวิตามินซี แอนโทไซยานิน และฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง มีฤทธิ์ต้านไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด

การศึกษาจากโรงพยาบาล Mayo Clinic ชี้ว่าการบริโภคเบอร์รีช่วยกระตุ้นการทำงานของ natural killer cells ซึ่งเป็นเซลล์ด่านแรกในการทำลายเซลล์ติดเชื้อและเซลล์มะเร็ง (Meydani et al., 2005)

เคล็ดลับ: กินสดดีที่สุด หรือนำมาปั่นเป็นสมูทตี้ใส่โยเกิร์ตเพื่อเสริมพลังโพรไบโอติกส์ไปพร้อมกัน

บทสรุป: เสริมภูมิแบบรอบด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร

แม้อาหารทั้ง 5 กลุ่มข้างต้นจะมีคุณสมบัติช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่ทางลัดที่การันตีว่าคุณจะไม่ป่วยเลย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และรักษาความสะอาดส่วนตัว ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด

และเหนือสิ่งอื่นใด การรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสารอาหารต่างชนิดมีหน้าที่หลากหลายในระบบภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อนของร่างกาย.

แหล่งอ้างอิง:

  • Traka, M. H., & Mithen, R. F. (2009). Glucosinolates, isothiocyanates and human health. Phytochemistry Reviews, 8(1), 269–282.
  • Aranow, C. (2011). Vitamin D and the immune system. Journal of Investigative Medicine, 59(6), 881–886.
  • Hao, Q., Dong, B. R., & Wu, T. (2015). Probiotics for preventing acute upper respiratory tract infections. Cochrane Database of Systematic Reviews, (2).
  • Aggarwal, B. B., Sundaram, C., Malani, N., & Ichikawa, H. (2007). Curcumin: the Indian solid gold. Advances in Experimental Medicine and Biology, 595, 1–75.
  • Meydani, M., et al. (2005). Blueberry supplementation improves natural killer cell activity in elderly subjects. Journal of Nutrition, 135(5), 1190–1194.