งานวิจัยเตือน ใช้ยาแก้ปัญหานอนไม่หลับในเด็กเล็ก ต้องระวังมากกว่าที่คิด
🧒 ทำไม “เมลาโทนินในเด็กเล็ก” จึงเป็นประเด็นที่น่ากังวล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมวงจรการนอนหลับ ถูกนำมาใช้ในเด็กเล็กมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กอายุ 0–6 ปี ที่มีปัญหานอนยากหรือเข้านอนช้า
แม้เมลาโทนินจะถูกมองว่า “ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น” แต่ งานวิจัยล่าสุดจากวารสารทางการแพทย์ระดับนานาชาติ กลับชี้ให้เห็นว่า การใช้เมลาโทนินในเด็กเล็กกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ ข้อมูลด้านความปลอดภัยและผลกระทบระยะยาวยังมีจำกัดมาก
📊 งานวิจัยพบอะไรบ้าง
นักวิจัยได้ทบทวนงานวิจัยทั้งหมด 19 การศึกษา ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2000–2025 ครอบคลุมทั้งข้อมูลจากทะเบียนยาของหลายประเทศ และการทดลองทางคลินิกในเด็กเล็ก
ผลการศึกษาพบว่า
- 📈 การสั่งจ่ายและการใช้เมลาโทนินในเด็กเล็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
- ⚠️ เหตุการณ์เด็กได้รับเมลาโทนินเกินขนาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่สามารถซื้อเมลาโทนินได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์
- 🧠 งานทดลองในเด็กที่มีปัญหาทางระบบประสาท เช่น ออทิซึม (Autism Spectrum Disorder) พบว่า เมลาโทนินช่วยให้เด็ก หลับได้เร็วขึ้น
- ❌ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในเด็กที่มีพัฒนาการปกติ และไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ระยะยาวเกิน 2 ปี
⏱️ ช่วยหลับเร็วขึ้นจริง แต่ไม่ได้ทำให้นอนนานขึ้น
การทดลองทางคลินิกส่วนใหญ่พบว่า เมลาโทนินช่วยลดเวลา “กว่าจะหลับ” ลงได้ประมาณ 30 นาที ซึ่งถือว่ามีความหมายทางคลินิก
อย่างไรก็ตาม
- 😴 ระยะเวลาการนอนรวมทั้งคืนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
- 🌙 จำนวนครั้งที่ตื่นกลางดึกไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- 📉 ข้อมูลเกี่ยวกับผลต่อพฤติกรรม การเจริญเติบโต หรือสุขภาพในระยะยาวยังแทบไม่มี
นักวิจัยจึงสรุปว่า เมลาโทนินอาจช่วยเฉพาะ “การเริ่มหลับ” แต่ ไม่ได้แก้ปัญหาการนอนหลับทั้งหมด
🚨 ความเสี่ยงที่ผู้ปกครองควรรู้
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่ากังวลคือ
เมลาโทนินกลายเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของการได้รับยาโดยไม่ได้ตั้งใจในเด็กเล็กที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน
สาเหตุที่อาจทำให้เกิดปัญหา ได้แก่
- 🍬 เมลาโทนินรูปแบบ “กัมมี่รสหวาน” ทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นขนม
- 🧴 เด็กหยิบยาของผู้ปกครองมากินโดยไม่ได้ตั้งใจ
- 🏷️ บางผลิตภัณฑ์มีปริมาณตัวยาสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก
- 📱 พฤติกรรมการใช้หน้าจอก่อนนอนมากขึ้น ทำให้พ่อแม่พึ่งยาแทนการปรับพฤติกรรม
🧑⚕️ ปัญหาการใช้ยาไม่เป็นไปตามแนวทาง
งานวิจัยยังพบว่า
- เด็กจำนวนมาก ไม่ได้รับการปรับพฤติกรรมการนอนก่อนเริ่มใช้ยา
- แพทย์บางส่วน ไม่ได้ประเมินผลการใช้เมลาโทนินอย่างเป็นระบบ
- มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ใช้เมลาโทนินต่อเนื่องหลายปี ทั้งที่งานวิจัยรองรับเพียงระยะสั้น
สะท้อนว่า เมลาโทนินอาจถูกใช้ เกินความจำเป็น และขาดการติดตามที่เหมาะสม
🛌 นักวิจัยแนะนำทางออกอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงในเด็กเล็ก ได้แก่
- 📚 เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการนอนก่อน เช่น
- ลดหน้าจอก่อนนอน
- เข้านอนเป็นเวลา
- สร้างกิจวัตรก่อนนอนที่สม่ำเสมอ
- 🗣️ ผู้ปกครองควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง หากเด็กใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- 🔍 เด็กที่จำเป็นต้องใช้เมลาโทนิน เช่น เด็กออทิซึม ควรอยู่ภายใต้ การดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
- 🏥 พิจารณาควบคุมการเข้าถึงเมลาโทนินให้เข้มงวดมากขึ้น
🧾 สรุปสำหรับผู้อ่านทั่วไป
แม้เมลาโทนินจะช่วยให้เด็กบางกลุ่มหลับได้เร็วขึ้น แต่ ยังไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยและชัดเจนสำหรับเด็กเล็กทุกคน
งานวิจัยนี้ย้ำว่า
“การใช้ยาไม่ควรมาแทนการปรับพฤติกรรมการนอน”
สำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่พัฒนาการปกติ การสร้างนิสัยการนอนที่ดีตั้งแต่ต้น อาจปลอดภัยและยั่งยืนกว่าการพึ่งยา
📚 แหล่งอ้างอิง
Kracht CL, et al. Melatonin Use in Young Children: A Systematic Review.
JAMA Network Open. Published January 2, 2026.
doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.51958
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปและวิเคราะห์เชิงข่าวจากงานวิจัยทางวิชาการ เพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจง่าย ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ส่วนบุคคล
