Posted on

🧠👩‍🍼 งานวิจัยใหม่ยืนยัน: การให้นมขณะใช้ยา SSRIs ปลอดภัย ไม่ส่งผลต่อ IQ ของเด็ก

แม่ที่ใช้ยาแก้ซึมเศร้าสามารถให้นมลูกได้อย่างปลอดภัย งานวิจัยจาก JAMA Network Open ชี้ชัด


เป็นเวลานานที่แพทย์และคุณแม่หลังคลอดตั้งคำถามสำคัญว่า

“การใช้ยาแก้ซึมเศร้าในกลุ่ม Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) ระหว่างให้นมบุตร จะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกหรือไม่?”

คำตอบล่าสุดมาจากการศึกษาร่วมระหว่าง สถาบัน Karolinska Institutet (สวีเดน) และ MotherToBaby California Cohort (สหรัฐอเมริกา) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025
โดยผลการวิจัยชี้ชัดว่า

“การใช้ยา SSRIs ระหว่างให้นมบุตร ไม่ได้ส่งผลต่อระดับสติปัญญา (IQ) หรือความสามารถทางการคิดของเด็กในระยะยาว”


🧩 ที่มาของการศึกษา

กลุ่มยาต้านอาการซึมเศร้าแบบ Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) เช่น fluoxetine (Prozac), sertraline (Zoloft) และ citalopram (Celexa) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในหญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอด ซึ่งแพทย์มักต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความจำเป็นของแม่” และ “ความปลอดภัยของลูก”

แม้จะมีงานวิจัยก่อนหน้านี้บางส่วนพบว่า การได้รับยา SSRIs ระหว่างตั้งครรภ์อาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสมองของเด็กที่ช้ากว่ากลุ่มทั่วไป แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีการศึกษาชัดเจนถึงผลกระทบของ “การได้รับยา SSRIs ทางน้ำนมแม่” มาก่อน


🔬 รายละเอียดของการวิจัย

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบ Cohort เชิงล่วงหน้า (Prospective Cohort Study)
ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจาก Karolinska Institutet ประเทศสวีเดน และ University of California, San Diego (MotherToBaby California Cohort)

  • กลุ่มตัวอย่าง: เด็กจำนวน 97 คน ที่เกิดจากมารดาที่ใช้ยา SSRIs ระหว่างตั้งครรภ์
  • ช่วงเวลาการศึกษา: ตั้งแต่ปี 1989 – 2008 และติดตามเด็กจนมีอายุ 4–5 ปี
  • การทดสอบ: เด็กแต่ละคนได้รับการประเมินระดับสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบ Wechsler Scales of Preschool and Primary Intelligence (WPPSI)
    ซึ่งวัดทั้งด้าน
    • IQ รวม (Full-Scale IQ)
    • IQ ทางภาษา (Verbal IQ)
    • IQ ด้านการคิดเชิงปฏิบัติ (Performance IQ)

📊 ผลลัพธ์ของการศึกษา

ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่าง 3 กลุ่มของเด็ก ได้แก่

กลุ่มเด็กการได้รับยา SSRIsการให้นมบุตรจำนวนเด็ก
กลุ่มที่ 1ระหว่างตั้งครรภ์และให้นม✔️ ให้นมบุตร22 คน
กลุ่มที่ 2ระหว่างตั้งครรภ์เท่านั้น✔️ ให้นมบุตร37 คน
กลุ่มที่ 3ระหว่างตั้งครรภ์เท่านั้น❌ ไม่ได้ให้นมบุตร38 คน

ผลปรากฏว่า:

  • ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของคะแนน IQ ระหว่างกลุ่มเด็กที่ได้รับยา SSRIs ผ่านน้ำนมแม่ กับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา
  • เด็กที่ได้รับน้ำนมแม่ (ไม่ว่าจะมีการใช้ยา SSRIs หรือไม่) มีแนวโน้มคะแนน IQ สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่เล็กน้อย
    โดยเฉพาะด้าน Full-Scale IQ (109.4 vs 103.1, P = .046) และ Performance IQ (112.3 vs 104.2, P = .03)
    แต่เมื่อปรับค่าด้วยปัจจัยทางอารมณ์ของแม่ในระหว่างตั้งครรภ์ ความแตกต่างนี้ “ไม่ถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ” อีกต่อไป

🧠 ความหมายของผลการวิจัย

ดร. Essi Whaites Heinonen หัวหน้าทีมวิจัยจาก Karolinska Institutet อธิบายว่า

“ผลการศึกษานี้ให้ความมั่นใจกับแม่ที่ต้องใช้ยา SSRIs หลังคลอดว่า การให้นมบุตรยังคงปลอดภัย และไม่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของลูก”

ทั้งนี้ การได้รับยา SSRIs ผ่านน้ำนมมีปริมาณเพียงเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการได้รับระหว่างตั้งครรภ์ และจากการติดตามผลในเด็กอายุ 4–5 ปี ไม่พบสัญญาณของการพัฒนาล่าช้าแต่อย่างใด


💬 ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพจิตของแม่หลังคลอด

หลังคลอด หญิงจำนวนไม่น้อยประสบภาวะ ซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิตของทั้งแม่และลูก การหยุดยารักษาอาการซึมเศร้าทันทีอาจทำให้ภาวะอารมณ์ทรุดลงอย่างรวดเร็ว

การศึกษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วย “ลดความกังวลของคุณแม่และแพทย์” เกี่ยวกับการให้นมในขณะรับการรักษา
และสนับสนุนให้แพทย์พิจารณาให้แม่สามารถให้นมบุตรได้ต่อไป แม้จะอยู่ในช่วงใช้ยา SSRIs ภายใต้การดูแลทางการแพทย์


🧩 บทสรุป

งานวิจัยนี้ยืนยันว่า

“การให้นมบุตรในขณะที่มารดาใช้ยา SSRIs ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก และยังควรส่งเสริมให้แม่ให้นมบุตรต่อไปหากจำเป็นต้องใช้ยา”

ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับหลักฐานจากหลายการศึกษาก่อนหน้า ที่พบว่าการให้นมแม่ส่งผลดีต่อ IQ และพัฒนาการโดยรวมของเด็ก
ดังนั้น แพทย์สามารถแนะนำให้แม่ที่ใช้ยา SSRIs ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด ให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัย


📚 แหล่งอ้างอิง

  • Heinonen EW, Chambers CD, et al. Association of Maternal Treatment With Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) During Breastfeeding With Cognitive Performance of the Offspring. JAMA Network Open. 2025;8(11):e2544989. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.44989
  • Karolinska Institutet, Department of Pediatrics, Sweden
  • MotherToBaby California Cohort, University of California, San Diego
  • American Academy of Pediatrics (AAP): Depression and Breastfeeding Safety Guidelines
  • World Health Organization (WHO): Breastfeeding and Maternal Mental Health

🟣 หมายเหตุสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์แก่สาธารณะ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์
หากคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรมีภาวะซึมเศร้า ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือกุมารแพทย์ก่อนการตัดสินใจใช้ยาทุกครั้ง

Posted on

🧠 การตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพัฒนาการล่าช้าในเด็ก โดยเฉพาะด้าน “การแก้ปัญหา”

การตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertensive Disorders of Pregnancy: HDP) เป็นปัญหาสำคัญด้านสุขภาพมารดาทั่วโลก ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ งานวิจัยใหม่จากประเทศญี่ปุ่นที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2025 ชี้ว่า

เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษแบบเกิดขึ้นเร็ว (Early-Onset Preeclampsia) มีแนวโน้มที่จะเกิด “พัฒนาการล่าช้า” โดยเฉพาะในด้าน การแก้ปัญหา (Problem Solving) มากกว่าเด็กทั่วไป


👩‍🔬 รายละเอียดของการศึกษา

งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ Tohoku Medical Megabank Project Birth and Three-Generation Cohort Study ในประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นการศึกษาเชิงระยะยาว (Cohort Study) ที่เก็บข้อมูลจาก มารดาและบุตรจำนวน 14,023 คู่ ระหว่างปี ค.ศ. 2013–2017 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2023 ถึงกุมภาพันธ์ 2024

นักวิจัยได้จำแนกภาวะ HDP ออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่

  1. ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (Gestational Hypertension)
  2. ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia)

โดยใช้ข้อมูลจากบันทึกการฝากครรภ์ของมารดาเพื่อตรวจสอบว่ามีการวินิจฉัยโรคเหล่านี้หรือไม่


🧩 วิธีประเมินพัฒนาการของเด็ก

เด็กที่เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับการประเมินพัฒนาการใน 5 ด้านหลัก ได้แก่

  1. การสื่อสาร (Communication)
  2. การเคลื่อนไหวแบบกว้าง (Gross Motor)
  3. การเคลื่อนไหวละเอียด (Fine Motor)
  4. การแก้ปัญหา (Problem Solving)
  5. การเข้าสังคมส่วนบุคคล (Personal-Social)

การประเมินนี้จัดทำในช่วงอายุ 6, 12, 24, 42 และ 48 เดือน โดยนักวิจัยใช้ แบบจำลอง Latent Class Trajectory Model เพื่อระบุรูปแบบของพัฒนาการ และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ

  • กลุ่มปกติ (Normal)
  • กลุ่มล่าช้า (Delay)
  • กลุ่มฟื้นกลับทัน (Catch-up)

📊 ผลการศึกษา

จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มารดา 1,406 ราย (10%) มีภาวะ HDP
ผลการวิเคราะห์พบว่า

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษที่เกิดขึ้นเร็ว (Early-Onset Preeclampsia) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงที่เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าในด้าน การแก้ปัญหา (Problem Solving) โดยมีอัตราส่วนความเสี่ยง (Risk Ratio, RR) เท่ากับ 2.90 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% CI, 1.43–5.89; P = .047)
  • ในด้านอื่น ๆ เช่น การสื่อสาร การเคลื่อนไหวแบบกว้าง และการเคลื่อนไหวละเอียด พบแนวโน้มความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ
  • เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มเด็กที่คลอดครบกำหนด (term-born) พบว่าแนวโน้มดังกล่าวยังคงมีอยู่ แม้จะลดความชัดเจนลงหลังจากปรับค่าทางสถิติแล้ว

🧒 ผลกระทบต่อเด็กคลอดก่อนกำหนด

การวิเคราะห์แบบแยกกลุ่ม (subgroup analysis) พบว่า
“การคลอดก่อนกำหนด (Preterm birth)” เป็นปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างภาวะ HDP กับพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจน
กล่าวคือ เด็กที่คลอดก่อนกำหนดและเคยได้รับผลกระทบจากภาวะครรภ์เป็นพิษในครรภ์ จะมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาล่าช้ามากกว่าเด็กที่คลอดครบกำหนด


🩺 ข้อเสนอแนะทางคลินิก

นักวิจัยเสนอว่า

  • ผู้ตั้งครรภ์ที่มีภาวะ HDP ควรได้รับ การดูแลและบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง (Expectant Management) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดโดยไม่จำเป็น
  • เด็กที่เคยได้รับผลกระทบจากภาวะ ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) ควรได้รับ การติดตามพัฒนาการในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหาและการเคลื่อนไหวแบบกว้าง
  • การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และให้การกระตุ้นพัฒนาการ (Early Intervention) ได้อย่างทันท่วงที

🌍 ความสำคัญของงานวิจัย

งานวิจัยนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ผลกระทบของภาวะครรภ์เป็นพิษไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงตั้งครรภ์” แต่สามารถส่งผลต่อ พัฒนาการของสมองและระบบประสาทของเด็กในระยะยาว
การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้แพทย์ พยาบาล และผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามพัฒนาการของเด็กหลังคลอด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง


🧾 สรุปโดยรวม

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษที่เกิดขึ้นในช่วงต้น (Early-Onset Preeclampsia) มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหา
  • ผลกระทบนี้รุนแรงขึ้นในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
  • การเฝ้าระวังพัฒนาการตั้งแต่วัยทารกจนถึงก่อนวัยเรียนมีความสำคัญต่อการพัฒนาในระยะยาว

📚 แหล่งอ้างอิง

  • Chen G, Ishikuro M, Kuriyama S, et al. Associations of Hypertensive Disorders of Pregnancy With Child Developmental Patterns. JAMA Network Open. 2025;8(11):e2545719. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.45719
  • Tohoku Medical Megabank Organization, Tohoku University, Japan
  • World Health Organization (WHO): Hypertensive disorders of pregnancy – key facts
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC): Pregnancy complications and infant outcomes

🟣 หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์เชิงวิชาการแก่สาธารณชน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แทนคำปรึกษาทางการแพทย์ หากผู้อ่านอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงหรือมีประวัติความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใด ๆ