Posted on

Groundbreaking Study Reveals Comparable Effectiveness of Simultaneously Administered COVID-19 and Influenza Vaccines

Co-administration during Autumn or Winter Campaigns Could Enhance Uptake and Save Lives

A recent comprehensive study, encompassing over 3 million adults, has provided groundbreaking insights into the effectiveness of simultaneously administering the BNT162b2 BA.4/5 COVID-19 vaccine (Pfizer-BioNTech) and seasonal influenza vaccine (SIV). The research, conducted between August 31, 2022, and January 30, 2023, focused on determining whether coadministration of these vaccines yielded comparable outcomes to individual administrations.

The study, answering a critical question in vaccination strategy, found that coadministration of the COVID-19 and influenza vaccines demonstrated generally similar effectiveness in the community setting. The cohort included individuals aged 18 years and older, with the results indicating comparable outcomes for COVID-19 and influenza-related hospitalization, emergency department or urgent care encounters, and outpatient visits.

Key Findings and Implications:

  • Similar Effectiveness: The study, involving 3,442,996 commercially insured US adults, found that coadministration of BNT162b2-biv and SIV demonstrated similar effectiveness against COVID-19 and influenza outcomes compared to individual administrations.
  • Public Health Implications: The data from this research have significant implications for public health interventions. Coordinating COVID-19 and influenza vaccination campaigns during the autumn or winter seasons may lead to improved vaccine uptake, potentially saving lives.
  • No Observable Differences: The study’s findings suggested that the observed differences in COVID-19–related and influenza-related outcomes were minimal, with no meaningful variations in effectiveness between the coadministration group and those receiving each vaccine separately.
  • Reassurance for Healthcare Professionals: The study provides valuable reassurance to healthcare professionals, indicating that simultaneous administration of COVID-19 and influenza vaccines is not only safe but also likely to offer similar protection against both viruses.
  • Immunogenicity and Safety: The results align with previous immunogenicity studies, indicating that coadministration does not compromise immune responses and may, in some cases, enhance the body’s defenses against influenza.
  • Support for Revised Recommendations: The study’s findings align with the revised recommendations by the CDC, allowing the coadministration of COVID-19 and influenza vaccines during the 2022-2023 season. The data contribute crucial real-world evidence to support this guidance.
  • Future Implications: The study’s insights are expected to inform future vaccination strategies, especially as annual coadministration of COVID-19 and influenza vaccines becomes a likely scenario.

This groundbreaking research adds a new dimension to our understanding of vaccine effectiveness in real-world scenarios. The findings pave the way for optimized vaccination campaigns that address both COVID-19 and influenza, potentially leading to better overall public health outcomes.

Posted on

Vitamin C Found Ineffective for COVID-19 Patients in Large Clinical Trials

As the COVID-19 pandemic continues to impact millions worldwide, a recent study has shown that intravenous vitamin C may not be an effective treatment for hospitalized patients. The study, which combined data from two harmonized randomized clinical trials, aimed to determine whether vitamin C could improve the outcomes of COVID-19 patients. Here are the key findings:

  • Study Details: The two clinical trials took place on four continents, enrolling critically ill patients in intensive care units and patients who were not critically ill between July 23, 2020, and July 15, 2022. Patients were randomly assigned to receive intravenous vitamin C or a control (placebo or no vitamin C).
  • Primary Outcome: The primary outcome measured was a composite of organ support–free days, which is a combination of days alive and free from respiratory and cardiovascular organ support in the intensive care unit up to day 21, along with survival to hospital discharge.
  • Results: The findings showed that vitamin C had low efficacy and high probabilities of harm and futility. Specifically, among critically ill patients, there was only an 8.6% probability of efficacy in improving organ support–free days, with a 91.4% probability of harm and 99.9% probability of futility. Among non-critically ill patients, the probability of efficacy was 2.9%, with probabilities of harm and futility exceeding 97.1% and 99.9%, respectively.
  • Secondary Outcomes: The study also examined secondary outcomes, including 90-day survival and 28-day death or persistent organ dysfunction. These outcomes consistently showed low probabilities of vitamin C efficacy and higher probabilities of harm and futility.
  • Adverse Events: Serious adverse events related to vitamin C, such as methemoglobinemia, hypoglycemia, and hemolytic anemia, were reported in a small number of patients.
  • Study Limitations: The study combined data from two trials with different designs, and the results were underpowered to detect differences between the trials. It also noted the potential impact of response-adaptive randomization and possible differences in post-randomization care.

In conclusion, the study suggests that intravenous vitamin C is unlikely to improve outcomes for hospitalized COVID-19 patients. Further research may be needed to explore potential treatments for this viral infection as the pandemic continues to evolve.

Posted on Leave a comment

เผยรายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา(CDC) ระบุว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจาก COVID-19 อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าวัคซีน

ตามรายงานล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Natural Immunity) ที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด อาจมีประสิทธิภาพเหนือกว่าภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากการฉีดวัคซีน

ข้อมูลนี้ได้รับการศึกษาโดยการสำรวจอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ กว่า 1.1 ล้านคน ซึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนียมีจำนวน 752,781 คน และรัฐนิวยอร์ก จำนวน 355,819 คน รายงานเผยแพร่ในวันที่ 28 มกราคม 2022 และให้ความเห็นว่าข้อมูลนี้อาจมีผลกระทบต่อนโยบายการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Shot) ในอนาคต ว่าจำเป็นหรือไม่

ข้อมูลจาก CDC สามารถสรุปได้ดังนี้:

  • หากใช้ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนเป็นฐาน (Reference) ในการเปรียบเทียบ พบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยลดลง 6.2 เท่า (ในแคลิฟอร์เนีย) และ 4.5 เท่า (ในนิวยอร์ก)
  • ผู้ไม่เคยได้รับวัคซีน แต่เคยติดเชื้อตามธรรมชาติ มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยลดลง 29 เท่า (ในแคลิฟอร์เนีย) และ 14.7 เท่า (ในนิวยอร์ก)
  • ผู้ที่ได้รับวัคซีนและเคยติดเชื้อตามธรรมชาติ มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยลดลงถึง 32.5 เท่า (ในแคลิฟอร์เนีย) และ 19.8 เท่า (ในนิวยอร์ก)

เราอาจต้องพิจารณาใหม่ว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นมีความจำเป็นหรือไม่ในอนาคต และอาจต้องพิจารณาให้แก่กลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด เช่นกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น 608 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง, และหญิงตั้งครรภ์) และการรักษาที่มีความแม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อให้การป้องกันต่อการติดเชื้อโรคนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อนาคตอาจจะต้องพิจารณาให้ตรวจเลือดเพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันก่อนที่จะมีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแก่คนทั่วไป เพื่อตรวจสอบว่าเคยติดเชื้อโควิดมาก่อนหรือไม่

รายงานข้อมูลที่เผยแพร่จาก CDC ครั้งนี้อาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในอนาคต การวิเคราะห์ข้อมูลนี้เป็นสาระสำคัญที่จะต้องพิจารณาในการวางแผนระบบป้องกันโรคและการรับมือกับการระบาดของโรค COVID-19 ในอนาคต.

Posted on Leave a comment

การทดลองในห้องปฏิบัติการในสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ว่าเชื้อ Covid-19 สายพันธุ์ BA.2.86 อาจติดต่อได้น้อยและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ต่ำกว่าจากที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา 2 ทีมทำการทดลองในห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบว่าแอนตี้บอดี้จากบุคคลที่ได้รับการฉีดวัคซีนและผู้ที่ติดเชื้อก่อนหน้านี้ ว่าจะตอบสนองต่อไวรัสโควิด-19 ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างไร รวมถึงสายพันธุ์ BA.2.86  ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์ BA.2.86 อาจแพร่เชื้อได้น้อยกว่าและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้น้อยกว่าจากที่กลัวในตอนแรก ผลลัพธ์ของการทดลองของทั้งสองทีมมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราสามารถรับรู้และต่อต้านกับสายพันธุ์ BA.2.86 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจต่อต้านได้ดีกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วยซ้ำ

ที่น่าประหลาดใจคือ ในบุคคลที่เพิ่งฟื้นตัวจากการติดเชื้อสายพันธุ์ย่อย XBB นั้น มีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดกับสายพันธุ์ BA.2.86 โดยระบุว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซึ่งมีกำหนดการที่จะฉีดในฤดูใบไม้ร่วงนี้ ได้ออกแบบมาเพื่อต่อต้านสายพันธุ์ XBB.1.5 อาจป้องกันสายพันธุ์ BA.2.86 และสายพันธุ์อื่นๆเพิ่มเติมได้ด้วย

การค้นพบนี้สอดคล้องกับการทดลองก่อนหน้านี้ที่ดำเนินการในประเทศจีนและในประเทศสวีเดน ซึ่งบ่งชี้โดยภาพรวมว่าสายพันธุ์ BA.2.86 อาจไม่ก่อให้เกิดความท้าทายต่ออันตรายอย่างมีนัยสำคัญตามที่คาดคิดไว้ในตอนแรก ในทางตรงกันข้าม อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เรียกว่า FL.1.5.1 ซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ประมาณ 15% ในสหรัฐอเมริกากลับพบว่ามันมีการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากกว่าจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ

แม้ว่าสายพันธุ์ BA.2.86 จะแสดงให้เห็นถึงข้อกังวลในตอนแรกเนื่องจากมันมีการกลายพันธุ์ของโปรตีนที่มีหนามแหลมจำนวนมาก แต่ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในช่วงแรกๆ ได้ชี้ให้เห็นว่าอาจไม่เป็นปัญหาเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามก็จำเป็นต้องมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อทำความเข้าใจว่าไวรัสสายพันธุ์นี้มันมีปฏิกิริยากับระบบภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ได้อย่างไร

การศึกษาวิจัยก็มีข้อจำกัด ซึ่งรวมถึงการใช้ไวรัสหลอกแทนไวรัสจริง (pseudo viruses) ขนาดตัวอย่างที่มีเล็กน้อยในการทดลองบางรายการ และความแตกต่างในการผสมผสานของสายพันธุ์และวัคซีนที่บุคคลได้รับในแต่ละภูมิภาค  อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงมีทัศนคติในแง่บวกด้วยความระมัดระวัง และกำลังทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของสายพันธุ์ BA.2.86 ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้วสายพันธุ์ BA.2.86 ดูเหมือนจะไม่ใช่ “การกลับมาครั้งที่สองของสายพันธุ์โอมิครอนและอาจไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงใดๆ อย่างที่กลัวในตอนแรก แม้ว่าการวิจัยเพื่อยันยันความชัดเจนจะยังคงดำเนินต่อไปก็ตาม.

Posted on Leave a comment

Laboratory tests in the United States indicate that the recently identified COVID-19 variant, BA.2.86, might be less contagious and exhibit lower immune evasion characteristics than initially anticipated.

Two teams of US scientists conducted laboratory experiments to test how antibodies from vaccinated and previously infected individuals would respond to various variants of the COVID-19 virus, including the highly mutated BA.2.86 variant. Their findings suggest that BA.2.86 may be less contagious and less immune-evasive than initially feared. The results of both teams’ experiments were similar, indicating that the immune system can recognize and combat BA.2.86 as effectively as, and possibly even better than, other currently circulating variants.

Surprisingly, individuals who had recently recovered from an infection with the XBB subvariant had the most robust immune responses against BA.2.86, suggesting that the updated COVID-19 vaccines scheduled for this fall, designed to combat XBB.1.5, may offer additional protection against various COVID-19 lineages, including BA.2.86.

These findings align with earlier experiments conducted in China and Sweden, which collectively indicate that BA.2.86 might not pose as significant a challenge as initially thought. In contrast, another variant called FL.1.5.1, responsible for approximately 15% of new COVID-19 infections in the US, was found to be more immune-evasive in laboratory testing.

While BA.2.86 initially raised concerns due to its numerous spike protein mutations, these early laboratory results suggest that it may not be as problematic as feared. Nevertheless, ongoing research is necessary to understand how the virus interacts with the immune system fully.

The studies have limitations, including the use of pseudoviruses rather than the actual virus, a small sample size in some experiments, and differences in the mix of variants and vaccines encountered by individuals in different regions. Nonetheless, experts remain cautiously optimistic and are awaiting further research to gain a clearer understanding of the BA.2.86 variant’s behavior.

Overall, BA.2.86 does not appear to be the “second coming of Omicron” and may not pose as dire a threat as initially feared, although continued monitoring and research are essential to confirm these early findings.

Posted on Leave a comment

Study Reveals a Correlation Between Covid-19 and Elevated Risk of High Blood Pressure

A recent study published in the medical journal Hypertension suggests a significant connection between Covid-19 and the increased risk of high blood pressure. The research, conducted in New York City between 2020 and 2022, examined over 45,000 Covid-19 patients and nearly 14,000 influenza patients who had no history of hypertension before their viral infections. The findings indicate that more than 1 in 5 patients hospitalized with Covid-19, and over 1 in 10 who were not hospitalized, were diagnosed with high blood pressure six months later. In comparison to patients with influenza, those hospitalized due to Covid-19 were more than twice as likely to develop hypertension.

High blood pressure, or hypertension, raises the risk of heart disease and stroke, leading causes of death in the United States. The study’s researchers noted that the incidence of hypertension in Covid-19 patients is concerning due to the widespread impact of the virus. Demographic factors, including age over 40, Black ethnicity, and pre-existing conditions like chronic obstructive pulmonary disease (COPD), coronary artery disease, or chronic kidney disease, were associated with a higher risk of hypertension following Covid-19 infection.

The study proposed potential mechanisms behind this link, such as the coronavirus infecting heart cells and disrupting blood pressure regulation or acute kidney injury, a common Covid-19 complication, contributing to hypertension. Additionally, most participants in the study came from low socioeconomic communities, where factors like stress and limited access to healthy food could increase hypertension risk.

The researchers emphasized the importance of long-term follow-up research to understand the connection between Covid-19 and hypertension more comprehensively. They suggest that healthcare professionals should be aware of this association and screen at-risk patients for hypertension after Covid-19 illness, allowing for early identification and treatment to prevent complications related to heart and kidney diseases.

Posted on Leave a comment

FBI Director Christopher Wray has stated that a lab leak in China is the most likely explanation for the origins of the virus.

FBI Director Christopher Wray has publicly stated that the bureau believes Covid-19 most likely originated from a Chinese government-controlled lab. Wray confirmed that the FBI has long assessed the possibility of a lab incident as the origins of the pandemic. This marks the first public acknowledgment of the FBI’s classified assessment regarding the emergence of the virus.

However, it’s important to note that many scientists argue there is currently no evidence to support the theory that the virus leaked from a lab. Additionally, other US government agencies have arrived at different conclusions from the FBI’s assessment. Some of these agencies, albeit with limited certainty, suggest that the virus originated through zoonotic transmission, where it crossed over from animals to humans.

The White House has stated that there is no consensus within the US government regarding the origins of Covid-19. In 2021, a joint investigation by China and the World Health Organization (WHO) deemed the lab leak theory as “extremely unlikely.” Nonetheless, the WHO investigation faced substantial criticism, leading its director-general to call for a new inquiry and emphasizing the need for further study of all hypotheses.

Wray’s remarks follow a statement by the US ambassador to China, who urged China to be more transparent about the origins of Covid-19. During his interview, Wray highlighted China’s efforts to impede and obscure investigations into the source of the global pandemic. He mentioned that specific details of the FBI’s investigation are classified but assured that the agency has a team of experts dedicated to addressing biological threats.

In response, Beijing accused Washington of engaging in “political manipulation” and dismissed the credibility of the conclusions reached by the US. Chinese foreign ministry spokeswoman Mao Ning emphasized that their findings lacked credibility.

Certain studies propose that the virus may have made the leap from animals to humans in Wuhan, China, potentially originating from the city’s seafood and wildlife market. Notably, this market is in close proximity to the Wuhan Institute of Virology, a renowned virus laboratory that conducted research on coronaviruses.

Recently, the US Department of Energy stated that it had reached a conclusion, albeit with “low confidence,” that the virus most likely originated from a lab leak in Wuhan. However, many scientists who have extensively studied the virus have stated that there is no new scientific evidence supporting the theory of a lab leak.

According to Professor David Robertson, the head of viral genomics and bioinformatics at the University of Glasgow, the theory of a natural origin remains more plausible. He explained that the existing evidence, including our understanding of the virus’s biology, the identification of similar variants in bats, and the locations of early human cases, strongly points towards a natural origin centered around the Huanan market in Wuhan city.

White House National Security Council spokesman John Kirby mentioned on Monday that US President Joe Biden supports a comprehensive investigation into the origins of Covid-19. However, Kirby acknowledged that a consensus has not yet been reached. He added that if there is information ready to be shared with the American people and Congress, it will be briefed accordingly.

The recent spy balloon incident has further heightened tensions in the bilateral relationship between the US and China. In response, a bipartisan panel of US lawmakers has initiated a series of hearings focusing on the perceived “existential” threat posed by the Chinese Communist Party. The first session of the House Select Committee on Strategic Competition between the United States and the Chinese Communist Party concentrated on issues such as human rights abuses and the US economy’s reliance on Chinese manufacturing.

Posted on Leave a comment

According to the study, re-infection with COVID-19 poses a greater risk compared to the initial infection.

The likelihood of death, hospitalization, and severe health complications due to COVID-19 significantly rises in cases of reinfection compared to the initial encounter with the virus, irrespective of vaccination status, as highlighted in a study released on Thursday (Nov 10). Dr. Ziyad Al-Aly from Washington University School of Medicine in St. Louis stated that “Reinfection with COVID-19 amplifies the risk of both immediate and prolonged consequences, known as long COVID, which was observed in individuals who were unvaccinated, vaccinated, and received booster shots.”

The study findings were based on data from the US Department of Veterans Affairs, which was collected between March 1, 2020, and April 6, 2022. The data included 443,588 patients with one instance of SARS-CoV-2 infection, 40,947 patients with two or more infections, and 5.3 million individuals who were not infected. The majority of the participants in the study were male.

The results revealed that individuals who experienced reinfection had a more than doubled risk of death and a more than tripled risk of hospitalization compared to those who were infected with COVID-19 only once. Furthermore, the reinfected patients exhibited increased risks for various health issues, including lung problems, heart conditions, blood disorders, kidney complications, diabetes, mental health disorders, bone and muscle disorders, and neurological disorders. These findings were published in a report in Nature Medicine.

Dr. Ziyad Al-Aly, the leader of the study, emphasized that even individuals who had prior infection and were vaccinated, meaning they had the advantage of double immunity from previous infection and vaccines, were still susceptible to adverse outcomes upon reinfection.