Posted on

📱 งานวิจัยชี้ การพักจากโซเชียลมีเดียเพียงหนึ่งสัปดาห์ ช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตของวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่


พักโซเชียลมีเดียแค่ 1 สัปดาห์ สุขภาพจิตดีขึ้นทันตา!

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียกลายเป็น “เพื่อนสนิทติดตัว” ของคนรุ่นใหม่ คำถามสำคัญที่สังคมและนักจิตวิทยาทั่วโลกพยายามหาคำตอบคือ —
“การลดเวลาอยู่บนโซเชียลมีเดีย จะช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้จริงหรือไม่?”

งานวิจัยใหม่จากสหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2025 ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า

การลดการใช้โซเชียลมีเดียเพียง 1 สัปดาห์ สามารถลดอาการทางสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง ภาวะซึมเศร้า (Depression), ความวิตกกังวล (Anxiety) และ ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia)


👩‍🔬 รายละเอียดของการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้เป็น การวิจัยแบบ Cohort Study จัดทำโดยทีมนักจิตเวชศาสตร์จาก Beth Israel Deaconess Medical Center และ Harvard Medical School
โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 373 คน อายุระหว่าง 18–24 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ใช้โซเชียลมีเดียมากที่สุด

ผู้เข้าร่วมทุกคนใช้สมาร์ตโฟนและถูกติดตามพฤติกรรมในช่วงเวลา 2 สัปดาห์แรก จากนั้นกลุ่มหนึ่งเลือกทำ “Social Media Detox” เป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยหยุดใช้แพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Facebook, Instagram, Snapchat, TikTok และ X (Twitter เดิม)


📊 ผลลัพธ์ที่ได้จากการลดการใช้โซเชียลมีเดีย

ผลการวิเคราะห์เชิงสถิติพบว่า การหยุดใช้โซเชียลมีเดียเพียง 7 วัน ให้ผลชัดเจนดังนี้

อาการสุขภาพจิตการเปลี่ยนแปลงหลังทำ Social Media Detox
😰 ความวิตกกังวล (Anxiety)ลดลง 16.1%
😞 ภาวะซึมเศร้า (Depression)ลดลง 24.8%
🌙 ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia)ลดลง 14.5%
💬 ความเหงา (Loneliness)ไม่พบความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยังพบว่า หลังจากหยุดใช้โซเชียลมีเดีย ผู้เข้าร่วมใช้เวลาอยู่ที่บ้านและจ้องหน้าจออื่น (เช่นดูวิดีโอหรือเล่นเกม) มากขึ้นเล็กน้อย แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือว่า “เล็กน้อยมาก” เมื่อเทียบกับความแตกต่างรายบุคคลในพฤติกรรมโดยรวม


🧠 ความหมายของผลการศึกษา

ดร. John Torous (จอห์น โทรัส) ผู้ร่วมวิจัยจาก Harvard Medical School อธิบายว่า

“แม้เราจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าผลดีนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในเพียงสัปดาห์เดียว บ่งบอกว่าโซเชียลมีเดียอาจมีอิทธิพลทางจิตใจมากกว่าที่เราคิดไว้”

นักวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า การลดการใช้โซเชียลไม่ได้หมายถึง “ต้องเลิกใช้ตลอดไป” แต่เป็น แนวทางการฟื้นฟูสมดุลทางจิตใจ (Digital Behavior Reset) ที่ช่วยให้สมองได้พักจากกระแสข้อมูลที่ไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน


💬 โซเชียลมีเดียกับสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่

งานวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้นมีผลลัพธ์ที่ “ไม่ตรงกัน” เพราะส่วนใหญ่ใช้ข้อมูลจากการรายงานด้วยตนเอง (Self-Report)
แต่การศึกษาครั้งนี้ใช้การติดตามพฤติกรรมจริงผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำกว่า

โดยพบว่า ผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปมักมีแนวโน้ม

  • เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น
  • รู้สึกโดดเดี่ยวแม้อยู่ในโลกออนไลน์
  • และมีรูปแบบการนอนหลับที่แปรปรวน

สิ่งเหล่านี้สะสมจนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของความผิดปกติทางอารมณ์ในระยะยาว


🧘‍♀️ สัปดาห์แห่งการดีท็อกซ์ดิจิทัล (Digital Detox Week)

แม้เพียงหนึ่งสัปดาห์ของการหยุดเล่นโซเชียลจะดูสั้น แต่ผลที่ได้ถือว่าน่าทึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลในระดับสูงตั้งแต่เริ่มต้น
การลดสิ่งกระตุ้นทางดิจิทัลช่วยให้จิตใจสงบลง ลดความกังวลเรื่อง “การเปรียบเทียบตัวเอง” และช่วยให้สมองกลับเข้าสู่ภาวะพักผ่อนมากขึ้น

ดร. Emily Calvert หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า

“เพียงสัปดาห์เดียวของการพักจากโลกออนไลน์ อาจช่วยให้ผู้คนตระหนักถึงพลังของเวลาและความสงบที่หายไปเมื่อเราหมกมุ่นอยู่กับหน้าจอ”


🔬 ข้อจำกัดของการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยยอมรับว่า ผลลัพธ์นี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น

  • กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวชาวอเมริกัน อายุ 18–24 ปี
  • ยังไม่สามารถระบุได้ว่าผลดีนี้จะ “ยั่งยืน” แค่ไหนหากผ่านไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  • และยังไม่ทราบผลกระทบในประชากรกลุ่มอื่น เช่น วัยทำงานหรือวัยรุ่นตอนต้น

นักวิจัยแนะนำว่าควรมีการศึกษาต่อเนื่องในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย เพื่อยืนยันผลในระยะยาวและเข้าใจกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลัง


💡 บทสรุป

ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า

“การลดการใช้โซเชียลมีเดียเพียงหนึ่งสัปดาห์ สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ได้จริง”

โดยเฉพาะในด้าน การลดภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และอาการนอนไม่หลับ
แม้ยังต้องการการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า “การพักจากโลกออนไลน์” อาจเป็นยาที่ไม่ต้องใช้ยาแต่ได้ผลดีอย่างคาดไม่ถึง


📚 แหล่งอ้างอิง

  • Calvert E, Torous J, et al. Association Between Social Media Detox and Mental Health Outcomes Among Young Adults. JAMA Network Open. 2025;8(11):e2545245. doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.45245
  • Beth Israel Deaconess Medical Center, Department of Psychiatry, Harvard Medical School
  • American Psychological Association (APA): Social Media Use and Mental Health
  • World Health Organization (WHO): Digital Wellbeing and Youth Mental Health

🟣 หมายเหตุสำหรับผู้อ่านเว็บไซต์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์เชิงวิชาการแก่สาธารณชน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากคุณมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับเรื้อรัง ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลอย่างเหมาะสม