📰 ประเด็นข่าวที่ผู้ปกครองควรรู้
ภาวะสมาธิสั้น (Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder: ADHD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็ก และมักทำให้พ่อแม่สงสัยว่า เหตุการณ์ช่วงคลอดมีผลต่อพัฒนาการสมองในระยะยาวหรือไม่
งานวิจัยขนาดใหญ่ระดับประเทศจากเดนมาร์ก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ให้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า
👉 ความเสี่ยง ADHD จะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อทารกมีสัญญาณขาดออกซิเจนที่ผิดปกติ “พร้อมกัน” มากกว่าหนึ่งตัวชี้วัด
ไม่ใช่เพียงผลตรวจอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง
👶📊 ศึกษาทารกกว่า 8 แสนคน ติดตามตั้งแต่เกิดจนโต
การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทารกเดี่ยวจำนวน 819,658 คน
- อายุครรภ์ตั้งแต่ 35 สัปดาห์ขึ้นไป
- ไม่มีความพิการรุนแรงแต่กำเนิด
- เกิดในประเทศเดนมาร์กระหว่างปี 2004–2018
นักวิจัยติดตามเด็กกลุ่มนี้ยาวจนถึงปี 2022 เพื่อดูว่าใครบ้างได้รับการวินิจฉัย ADHD หรือได้รับยารักษาสมาธิสั้น
🩺🧪 ไม่ดูแค่ “คะแนน Apgar” แต่ดูร่วมกับผลเลือดจากสายสะดือ
ที่ผ่านมา งานวิจัยหลายชิ้นใช้ คะแนน Apgar เพียงอย่างเดียวในการประเมินภาวะขาดออกซิเจนตอนคลอด
แต่งานวิจัยนี้เลือกใช้ 2 ตัวชี้วัดร่วมกัน ได้แก่
- 🩺 คะแนน Apgar ที่ 5 นาทีหลังคลอด
ใช้ประเมินสภาพโดยรวมของทารก เช่น การหายใจ ชีพจร และการตอบสนอง - 🧪 ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ของเลือดจากสายสะดือ
ใช้บ่งชี้ว่าทารกมีภาวะขาดออกซิเจนทางชีวเคมีหรือไม่
นักวิจัยระบุว่า การจะถือว่าทารกมีภาวะขาดออกซิเจนที่ “มีความหมายทางคลินิก” ควรมี ทั้งสองค่าผิดปกติพร้อมกัน
📉📈 ผลการศึกษาพบอะไรบ้าง
ผลการวิเคราะห์พบว่า
- ทารกที่มี
👉 คะแนน Apgar ต่ำกว่า 7
👉 และ ค่า pH จากสายสะดือต่ำกว่า 7.20
มีความเสี่ยงได้รับการวินิจฉัย ADHD สูงกว่าทารกทั่วไป - ความเสี่ยงสูงที่สุดพบในกลุ่มที่
👉 Apgar ต่ำมาก (0–3)
👉 และค่า pH ต่ำกว่า 7.10
ซึ่งมีโอกาสเป็น ADHD เพิ่มขึ้นประมาณ เกือบ 2 เท่า
แต่ในทางกลับกัน
- หาก คะแนน Apgar ปกติ → ค่า pH ต่ำเพียงอย่างเดียว ไม่พบความเสี่ยง ADHD เพิ่มขึ้น
- หาก ค่า pH ปกติ → คะแนน Apgar ต่ำเพียงอย่างเดียว ก็ไม่พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน
🧠❗ ช่วยลดความกังวลของผู้ปกครองได้
นักวิจัยเน้นว่า
👉 ทารกจำนวนมากที่มีคะแนน Apgar ต่ำชั่วคราว หรือมีค่า pH ผิดปกติเล็กน้อย แต่ไม่เกิดพร้อมกัน ไม่ควรถูกมองว่าเสี่ยงสมาธิสั้นในอนาคต
การพิจารณาผลตรวจเพียงตัวเดียว อาจทำให้
- ผู้ปกครองกังวลเกินความจำเป็น
- เด็กได้รับการติดตามหรือประเมินเกินความจำเป็น
งานวิจัยนี้จึงช่วยย้ำว่า ควรดูข้อมูลแบบองค์รวม ไม่ใช่ตัวเลขตัวเดียว
📌 ADHD ไม่ได้มีสาเหตุเดียว
แม้งานวิจัยจะพบความเชื่อมโยงในบางกรณี แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า
- ADHD เป็นภาวะที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
- ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และพัฒนาการของสมอง
ภาวะขาดออกซิเจนตอนคลอดอาจเป็นเพียง หนึ่งในหลายปัจจัย และไม่ใช่สาเหตุหลักในเด็กส่วนใหญ่
⚠️ ข้อจำกัดที่ควรทราบ
นักวิจัยระบุข้อจำกัดของการศึกษา เช่น
- ข้อมูลค่า pH จากสายสะดือในช่วงปีแรกๆ ยังไม่สมบูรณ์
- เด็กบางรายอาจได้รับการวินิจฉัย ADHD เร็วกว่าปกติ เพราะได้รับการติดตามใกล้ชิดตั้งแต่แรกเกิด
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์หลายรูปแบบให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน
🧩 สรุปใจความสำคัญ
งานวิจัยนี้สรุปว่า
👉 ความเสี่ยงสมาธิสั้นจะเพิ่มขึ้นเฉพาะในเด็กที่มีหลักฐานชัดเจนของการขาดออกซิเจนตอนคลอดจากทั้งอาการและผลตรวจเลือด
ในเด็กที่
- คะแนน Apgar ปกติ หรือ
- ค่า pH จากสายสะดือปกติ
ไม่พบความเสี่ยง ADHD เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป
ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญต่อทั้งแพทย์และผู้ปกครอง เพราะช่วย
- ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น
- ลดความวิตกกังวลที่ไม่จำเป็น
- หลีกเลี่ยงการติดตามเด็กเกินความจำเป็น
📚 แหล่งที่มา
Pedersen MV, et al.
Umbilical Cord Blood pH Level, Apgar Score, and Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder.
JAMA Network Open.
เผยแพร่วันที่ 26 มกราคม 2026
doi:10.1001/jamanetworkopen.2025.54672
บทความนี้เป็นงานวิจัยแบบเปิดเผย (Open Access) ภายใต้สัญญาอนุญาต CC-BY License
⚠️ Disclaimer (ข้อจำกัดความรับผิดชอบด้านสุขภาพ)
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ นำเสนอข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพและงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและภาวะสมาธิสั้น (ADHD) โดยอ้างอิงจากงานวิจัยทางวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ข้อมูลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่านทั่วไปเท่านั้น
เนื้อหาในบทความนี้ ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล และไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจ ประเมิน หรือคำแนะนำจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้
ผลการศึกษาที่กล่าวถึงเป็นการวิเคราะห์ในระดับประชากร ไม่สามารถนำไปใช้ ทำนายหรือยืนยันว่าเด็กคนใดคนหนึ่งจะเป็นหรือไม่เป็นภาวะสมาธิสั้น ได้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คะแนน Apgar หรือค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ของเลือดจากสายสะดือเพียงอย่างเดียว ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการสรุปความเสี่ยงด้านพฤติกรรมหรือพัฒนาการของเด็ก
ผู้ปกครองที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับพัฒนาการ สมาธิ หรือพฤติกรรมของบุตรหลาน ควร ปรึกษากุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กโดยตรง เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
เว็บไซต์ Coohfey.com และผู้เขียนบทความ ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลในบทความนี้ไปใช้โดยตรงหรือโดยอ้อม.
